วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 8 การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม


การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ การรับวัฒนธรรมที่แฝงเข้ามากับแหล่งข่าวสารข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรมของมนุษย์ โดยเฉพาะบนเครือข่ายสารสนเทศซึ่งเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันทุกมุมโลก การเปิดรับข่าวสารที่มาจากแหล่งข้อมูลดังกล่าวจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ และทัศนคติส่วนบุคคล การรับข้อมูลข่าว สารที่ไม่เหมาะสมส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเฉพาะ พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ และมีแนวโน้มทำให้เกิดอาชญากรรม ปัญหาทางศีลธรรมและจริยธรรม เช่น อาชญากรรมบนเครือข่าย หรือ การกระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อาชญากรรม 6 ประเภท ได้แก่ จารกรรมข้อมูลทางราชการทหารและข้อมูลทางราชการลับ จาก กรรมทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลด้านธุรกรรม จารกรรมเงิน และทำให้เกิดการติดขัดทางด้านพาณิชย์ การโต้ตอบเพื่อการ ล้างแค้น การก่อการร้าย เช่น ทำลายข้อมูล ก่อกวนการทำงานของ ระบบ และเสนอข้อมูลที่ผิดและการเข้าสู่ระบบเพียงเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถทำได้
นอกจากนี้ยังมีเปิดโอกาสให้เข้าถึงการพนัน เช่น มีบริการบ่อนกาสิโนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และอเมริกาใต้ คล้ายบ่อนกาสิโนจริงในลาสเวกัสหรือมาเก๊า ผู้เล่นจะต้องมีบัตรเครดิตนานาชาติ เมื่อบริษัท ผู้ให้บริการได้ตรวจสอบบัญชีบัตรเครดิตของผู้เล่นถูกต้อง จึงให้ผู้เล่นซื้อวงเงินตามจำนวนที่ต้องการนำไปเล่นพนันได้ และมีการจ่ายเงินผ่านเครือข่ายโดยหลบเลี่ยงภาษีอีกด้วย
ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ การแพร่ภาพอนาจารบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซึ่งทำการควบคุมค่อนข้างยาก เนื่องจากศูนย์บริการมีมากมายหลายแห่งและมีผู้ใช้บริการทั่วโลก ทำให้ปัญหาขยายตัวไปได้อย่างรวดเร็ว และแทบจะไม่มีขอบเขต ยิ่งไปกว่านั้นผู้ใช้เครือข่าย สามารถนำภาพ ดังกล่าวมาดูได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัว ซึ่งไม่อาจทราบว่ามีผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดูภาพอนาจารเหล่านั้นอยู่หรือไม่ ก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมทางเพศเบี่ยงเบน และเกิดการล่วงเกินทางเพศบนอินเตอร์ เช่น การส่งข้อความลามกผ่านอีเมล์ การสร้างโฮมเพจที่เต็มไปด้วยภาพนางแบบเปลือย การเปิดให้บริการค้าขายทางเพศ เป็นต้น
2. ผลกระทบองเทคโนโลยีสารสนเทศ
การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว่างขวางกลายเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือยุคข้อมูลข่าวสาร ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติอย่าง มหาศาลนั้นหมายถึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล องค์กร หรือสังคม ทั้งนี้สามารถจำแนกผลกระทบทั้งทางบวกและผลกระทบทางลบของการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ดังนี้
2.1 ผลกระทบทางบวก
1) เพิ่มความสะดวกสบายในการสื่อสาร การบริการและการผลิต ชีวิตคนในสังคมได้รับความสะดวกสบาย เช่น การติดต่อผ่านธนาคารด้วยระบบธนาคารที่บ้าน (Home Banking) การทำงานที่บ้าน ติดต่อสื่อสารด้วยระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การบันเทิงพักผ่อนด้วยระบบมัลติมีเดียที่บ้าน เป็นต้น
2) เป็นสังคมแห่งการสื่อสารเกิดสังคมโลกขึ้น โดยสามารถเอาชนะเรื่องระยะทาง เวลา และสถานที่ได้ ด้วยความเร็วในการติดต่อสื่อสารที่เป็นเครือข่ายความเร็วสูง และที่เป็นเครือข่ายแบบไร้สายทำให้มนุษย์แต่ละคนในสังคมสามารถติดต่อถึงกันอย่างรวดเร็ว
                3) มีระบบผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ในฐานข้อมูลความรู้ เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านที่เกี่ยวกับ สุขภาพและการแพทย์ แพทย์ที่อยู่ในชนบทก็สามารถวินิจฉัยโรคจากฐานข้อมูลความรู้ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางการแพทย์ในสถาบันการแพทย์ที่มีชื่อเสียงได้ทั่วโลก หรือใช้วิธีปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในระบบทางไกลได้ด้วย
                4) เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างโอกาสให้คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาสจากการพิการทางร่างกาย เกิดการสร้างผลิตภัณฑ์ช่วยเหลือคนพิการให้สามารถพัฒนาทักษะและความรู้ได้ เพื่อให้คนพิการเหล่านั้นสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ผู้พิการจึงไม่ถูกทอดทิ้งให้เป็นภาวะของสังคม
                5) พัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเกิดการศึกษาในรูปแบบใหม่ กระตุ้นความสนใจแก่ผู้เรียน โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการสอน (Computer-Assisted Instruction : CAI) และการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-Assisted Learning : CAL) ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น ไม่ซ้ำซากจำเจผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ด้วย ระบบที่เป็นมัลติมีเดีย นอกจากนั้นยังมีบทบาทต่อการนำมาใช้ในการสอนทางไกล (Distance Learning) เพื่อผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาในชนบทที่ห่างไกล
                6) การทำงานเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น กล่าวคือช่วยลดเวลาในการทำงานให้น้อยลง แต่ได้ผลผลิตมากขึ้น เช่น การใช้โปรแกรมประมวลผลคำ (Word Processing) เพื่อช่วยในการพิมพ์เอกสาร การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบงานลักษณะต่างๆ
                7) ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการบริโภคสิ้นค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพดีขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้รูปแบบของผลิตภัณฑ์มีความแปลกใหม่และหลากหลายมากยิ่งขึ้น ผู้ผลิตผลิตสิ้นค้าที่มีคุณภาพ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ตามต้องการ และช่องทางทางการค้าก็มีให้เลือกมากขึ้น เช่น การเลือกซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตและการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
2.2  ผลกระทบทางลบ
      1) ก่อให้เกิดความเครียดขึ้นในสังคม เนื่องจากมนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เคยทำอะไรอยู่ก็มักจะชอบทำอย่างนั้นไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร บุคคลวิถีการดำเนินชีวิตและการทำงาน ผู้ที่รับต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงเกิดความวิตกกังกลขึ้นจนกลายเป็นความเครียด กลัวว่า เครื่องจักรกลคอมพิวเตอร์ทำให้คนตกงาน การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาแทนมนุษย์ในโรงงานอุตสาหกรรมก็เพื่อลดต้นทุนการผลิต และผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่มีการเปลี่ยนแปลงการ ทำงานความ เปลี่ยนแปลงก่อให้เกิดความเครียด
                2) ก่อให้เกิดการรับวัฒนธรรม หรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของคนในสังคมโลก การแพร่ของวัฒนธรรมจากสังคมหนึ่งไปสู่งสังคมอีกสังคมหนึ่งเป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้กับสังคมที่รับวัฒนธรรมนั้น
                3) ก่อให้เกิดผลด้านศีลธรรม การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วในระบบเครือข่ายก่อให้เกิดโลกไร้พรมแดน แต่เมื่อพิจารณาศีลธรรมของแต่ละประเทศ พบว่ามีความแตกต่างกัน ประเทศต่างๆ
                4) การมีส่วนร่มของคนในสังคมลดน้อยลง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็วในการสื่อสาร และการทำงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งการมีส่วนร่วมของกิจกรรมทางสังคมที่มีการพบปะสังสรรค์กันจะมีน้อยลง
                5) การละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไม่มีขีดจำกัดย่อมส่งผลต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การนำเอาข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวกับบุคคลออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน
                6)  เกิดช่องว่างทางสังคม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวช้องกับการลงทุน ผู้ใช้จึงเป็นชนชั้นในอีกระดับหนึ่งของสังคม ในขณะที่ชนชั้นระดับรองลงมามีอยู่จำนวนมากกลับไม่มีโอกาสใช้ และผู้ที่ยากจนก็ไม่มีโอกาสรู้จักกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
                7) เกิดการต่อต้านเทคโนโลยี เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อการทำงานมากขึ้น ระบบการทำงานต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป มีการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้กันอย่างแพร่หลายในด้านต่างๆ เช่น ด้านการศึกษา การ สาธารณสุข เศรษฐกิจการค้า และธุรกิจอุตสาหกรรม รวมถึงกิจกรรมการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ              
 8) อาชญากรรมบนเครือข่าย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ขึ้น เช่น ปัญหาอาชญากรรม ตัวอย่างเช่น อาชญากรรมในรูปของการขโมยความลับ การขโมยข้อมูลสารสนเทศ การให้บริการ สารสนเทศที่มีการหลอกลวง รวมถึงการบ่อนทำลายข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ
                9) ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ นับตั้งแต่คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการทำงาน การศึกษา บันเทิง ฯลฯ การจ้องมองคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ มีผลเสียต่อสายตาซึ่งทำให้สายตาผิดปกติ มีอาการแสบตา เวียนศรีษะ นอกจากนั้นยังมีผลต่อสุขภาพจิต เกิดโรคทางจิตประสาท เช่น โรคคลั่งอินเตอร์เน็ต
3.ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
          เราสามารถพิจารณาปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้จากการวิเคราะห์ทัศนคติต่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ในมุมมองที่แตกต่างกัน ได้ดังนี้
          3.1 มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือที่มีไว้เพื่อให้มนุษย์บรรลุวัตถุประสงค์
                 ในมุมมองที่ว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่มีไว้เพื่อให้มนุษย์บรรลุวัตถุประสงค์นี้ ได้ถูกวิพากษ์ว่า เทคโนโลยีจะเป็นตัวกำหนดความคิดและการทำงานของมนุษย์ เป็นต้น
          3.2 มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและสังคมต่างก็มีกระทบซึ่งกันและกัน
ภายใต้มุมมองในลักษณะนี้จะมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและสังคม ต่างก็มีอิทธิพลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก็เป็นผลมาจากกระบวนการที่ซับซ้อนและลึกซึ้งทางสังคมเช่นกัน
          3.3 มุมมองว่าเทคโนโลยีเป็นกลไกในการดำรงชีวิตของมนุษย์
                ภายใต้มุมมองในลักษณะนี้จะมองว่าเทคโนโลยีสานสนเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น การติดต่อสื่อสารของมนุษย์ จะถูกกำหนดว่าเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีซึ่งในโลกนี้ก็มีเทคโนโลยีการสื่อสารอย่าหลายรูปแบบแต่เทคโนโลยีที่มีความเสถียร จะเป็นทางเลือกและมนุษย์จะใช้เป็นกลไกในการดำรงชีวิต ดังเช่น คนที่มีและคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ จะแตกต่างจากคนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือติดตัว การที่มีโทรศัพท์มือถือแสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่สารมารถติดต่อได้สะดวก และเข้าถึงได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือติดตัว จะเห็นได้ว่ากลไรการดำรงชีวิตของคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ และไม่ใช้โทรศัพท์มือถือนั้นแตกต่างกัน เช่นเดียวกัน กลไรในการดำรงชีวิตของสังคมที่ใช้อินเตอร์เน็ต ก็จะแตกต่างจากสังคมที่ไม่ใช้อินเตอร์เน็ต เป็นต้น
4. แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
          ดังที่กล่าวมาบ้างแล้วว่าเราไม่สารมารถถอยห่างจากเทคโนโลยีสารสนเทศได้ ยิ่งนับวันเทคโนโลยีสานสนเทศ จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตมายิ่งขึ้น ทุกวันนี้มนุษย์ได้แปลงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นปัญหาของตน ให้มาอยู่ในรูปแบบที่เป็นปัจจัยนำเข้าของระบบคอมพิวเตอร์แล้วเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งข้อมูลปัจจัยนำเข้าในลักษณะต่าง ๆ เหล่านั้นจะถูกประมวลผลให้เป็นสารสนเทศที่มนุษย์นำไปสร้างเป็นความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
          4.1 ใช้แนวทางสร้างจริยธรรม (Ethic) ในตัวผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแนวทางนี้มีหลักอยู่ว่าผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จะระมัดระวังไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อผู้อื่น และในขณะเดียวกันยังตั้งใจที่ทำกิจกรรมจะเสริมสร้างคุณงามความดี และเป็นประโยชน์อยู่เสมอ
          4.2 สร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศพึงรำลึกอยู่เสมอว่าในสังคมของเราวันนี้ยังมีคนไม่ดีปะปนอยู่มากพอสมควรเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเพียงเครื่องมือที่จะอำนวยความสะดวกเท่านั้น หากผู้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในทางที่ไม่ดี เทคโนโลยีก็ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมที่ไม่ได้ ไม่เป็นที่พึงปรารถนาให้รุนแรงขึ้นได้
          4.3 ใช้แนวทางการควบคุมสังคมโดยใช้วัฒนธรรมที่ดี แนวทางนี้มีหลักอยู่ว่าวัฒนธรรมที่ดีไว้ เป็นสิ่งจำเป็นในยุคสารสนเทศ ยกตัวอย่างเช่น การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยกย่องในผลงานของผู้อื่น
          4.4 การสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมชุมชน ผู้รับผิดชอบในการจัดการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและสมาชิกของสังคมพึงตระหนักถึงภัยอันตรายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสารสนเทศแหลหาทางป้องกันภัยอันตรายเหล่านั้น
          4.5 ใช้แนวทางการเข้าสู่มาตรฐานการบริหารจัดการการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ ได้นำเสนอมาตรฐานที่เกี่ยวกับการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ถึงแม้ว่าเจตนาเดิมของมาตรฐานเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ให้กระบวนการด้านการบริหารงาน
          4.6 ใช้แนวทางการบังคับใช้ด้วยกฎ ระเบียบ และกฎหมาย ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศอาจจะรุนแรง และไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีการอื่น การกำหนดให้ปฏิบัติตามจะต้องระบุข้อกำหนดทางด้านกฎหมาย และบทลงโทษของการละเมิด
5.ประเด็นพิจารณาการใช้จริยธรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
          5.1 ผลกระทบจากเทคโนโลยีสารสนเทศ และทฤษฎีเรื่องจริยธรรม
                ในปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในเรื่องที่เกี่ยวกับ ค่านิยม จุดยืน และสิทธิที่บุคคลพึงมีพึงได้ ตัวอย่างเช่น ข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการใช้กล้องวงจรปิด การใช้คุกกี้ในอินเทอร์เน็ต ต่อสิทธิในเรื่องความเป็นส่วนตัวของมนุษย์ หรือข้อถกเถียงในเรื่องผลกระทบจากความแตกต่างในเรื่องชนชั้นทางสังคม ต่อสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล เช่น โอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของนักเรียนในชนบท หรือในกรณีข้อถกเถียงในเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ต่อเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
5.2 เทคโนโลยีสารสนเทศกับจริยธรรมและการเมือง
                จากมุมมองที่ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและสังคมต่างก็ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ มีผู้วิเคราะห์ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศถูกสร้างขึ้นโดยสังคม จึงถูกแฝงประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างแยบยล ดังเช่น การสร้างภาพของพระเอกหรือผู้ร้ายในภาพยนตร์ หรือการเกิดของกระแสโอเพนซอร์สเพื่อคานอำนาจกับซอฟต์แวร์ให้สิทธิการใช้ เป็นต้น การสร้างจริยธรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในแต่ละสังคมจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วย
          5.3 เทคโนโลยีสารสนเทศกับจริยธรรมและความเป็นมนุษย์
กล่าวโดยสรุปว่าประเด็นการพิจารณาการใช้จริยธรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเป็นเรื่องของการหาสมดุลในการใช้จริยธรรมในการกำหนดนโยบายสารสนเทศ อีกทั้งยังต้องเฉลยข้อกังขาในวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นที่มากับเทคโนโลยี และท้ายสุดจะต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นจริงและสามารถถูกกำหนดขึ้นได้ในสังคมยุคสารสนเทศนี้
6. การใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในการแก้ไขปัญหาสังคมโดยทั่วไปนั้น การเสริมสร้างจริยธรรมในหมู่สมาชิกในสังคมเป็นทางแก้ปัญหาที่ถูกต้องและยั่งยืนที่สุด แต่ความเป็นจริงนั้นเราไม่สามารถสร้างจริยธรรมให้กับปัจเจกบุคคลโดยทั่วถึงได้ ดังนั้นสังคมจึงได้สร้างกลไกใหม่ขึ้นไว้บังคับใช้ในรูปแบบของวัฒนธรรมประเพณีทีดีงาม อย่างไรก็ตามเมื่อสังคมมีขนาดใหญ่ขึ้น รูปแบบของปัญหาสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงมีความจำเป็นจะต้องตราเป็นกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับ ในลักษณะต่างๆ รวมถึงกฎหมายด้วย ในกรณีของเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ก็เช่นกัน การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตทำให้รูปแบบของปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศมีความหลากหลายและยุ่งยากมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกในรูปของกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศไว้ใช้บังคับ ในประเทศไทยก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยได้มีการปฏิรูปกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ระบุว่า รัฐจะต้อง ... พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ
นอกจากนั้นบรรดาองค์กรระหว่างประเทศต่างก็ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดประชุมเจรจา เพื่อจัดทำนโยบายและตัวบทกฎหมายด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องจัดทำกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ ในเรื่องนี้ได้ถูกดำเนินการโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นแกนกลางในการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน โดยมีกรอบสาระของกฎหมายในเรื่องต่างๆ ดังนี้
ก. กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Law) สาระของกฎหมายนี้มุ่งเน้นให้การคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัว ไม่ให้มีการนำข้อมูลของบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ
ข. กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computer Relate Crime) วัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้มุ่งเน้นให้การคุ้มครองสังคมจากความผิดที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร
ค. กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) วัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้มุ่งเน้นให้การคุ้มครองการทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ง. กฎหมายการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange : EDI) วัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้เพื่ออำนวยการให้มีการทำนิติกรรมสัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์ได้
จ. กฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature Law) วัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คู่กรณีในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการลงลายมือชื่อ
ฉ. กฎหมายการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfer) วัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้ก็เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโอนเงิน
ช. กฎหมายโทรคมนาคม (Telecommunication Law) วัตถุประสงค์เพื่อจัดการเปิดเสรีให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ อนุญาตให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมได้อย่างทั่วถึง
ซ. กฎหมายระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ฌ. กฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับระบบอินเทอร์เน็ต
ญ. กฎหมายพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
กรอบสาระของกฎหมายที่ถูกระบุไว้ข้างต้นนี้ ถูกใช้เป็นข้อมูลหลักในกระบวนการการจัดทำกฎหมาย ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมวัตถุประสงค์ หรือยุบรวมกันในระหว่างกระบวนการจัดทำกฎหมายได้ ดังจะเห็นได้จาก พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็น

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 7 ความปลอดภัยของสารสนเทศ


การบุกรุกก่อกวนลักลอบใช้ และทำรายระบบ เป็นเรื่องที่พบเห็นในชีวิตประจำวันของสังคม เครือค่าย บางครั้งเป็นกรณีที่สร้างความเสียหายระดับอาชญากรรมเครือข่าย
 1.ความปลอดภัยในด้านปกป้องข้อมูลเพื่อใช้อินเตอร์เน็ต
         ปัจจุบันมีเครื่องที่ต่ออยู่กับอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีทรัพย์สมบัติทางด้านข้อมูลจำนวนมากอยู่บนเครือค่ายเหล่านั้น ซึ่งเป็นระบบใช้ป้องกันไม่เพียงพอมีตัวอย่างการโจมตีอาจจะมาจากวิธีต่างๆอีกมากมาย เช่น
-Denial of serviceคือการโจมตี เครื่องหรือเครือข่ายเพื่อให้เครื่องมีภาระงานหนักจนไม่สามารถให้บริการได้ หรือทำงานได้ช้าลง
-Scanคือวิธีการเข้าสู่ระบบโดยใช้เครื่องมืออัตโนมัติหรือเป็นโปรแกรมที่ใช้เขียนขึ้นเพื่อสแกนเข้าสู่ระบบ
                -Malicious codeคือการหลอกโปรแกรมให้โดยจริงๆ แล้วอาจเป็นไวรัสได้ และสามารถทำลายข้อมูลได้ จากทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น เครือข่ายที่เราใช้งาน ภายในองค์กรควรมีการป้องกันอย่างมากจากการโจมตีเช่นวิธีการป้องกันต่างๆเช่น มีการดูแล การจัดการ การป้องกันเป็นต้น
 2.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Viruses)
        หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่ง ที่มนุษย์เขียนขึ้น มาเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อรบกวนการทำงานหรือทำลายข้อมูล รวมถึงแฟ้มข้อมูล ในระบบคอมพิวเตอร์ ลักษณะการติดต่อของไวรัสคอมพิวเตอร์คือไวรัสที่นำพาตัวเองไปติดAttach และแพร่กระจายต่อไปในคอมพิวเตอร์เรื่อยๆจนกระจายเข้าในระบบเครือข่ายต่อไป ไวรัสคอมพิวเตอร์มีหลายสายพันธุ์ดังนี้
-ไวรัสบางสายพันธุ์จะทำการนำขยะหรือข้อมูลอื่นๆไปซ้อนทับข้อมูลต่างๆ
-ไวรัสบางชนิดจะทำการควบคุมระบบทำงานของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์จนทำให้หยุดการทำงานไป
-ไวรัสคอมพิวเตอร์บางชนิดจะทำการเพิ่มเติมคำสั่งลงในโปรแกรมระบบปฏิบัติการ
-ไวรัสบางสายพันธุ์จะทำการเปลี่ยนข้อมูลต่างๆในคอมพิวเตอร์จนเกิดการทำลายของข้อมูลนั้น

1 )Application viruses จะมีผลหรือการแพร่กระจายไปยังโปรแกรมประยุกต์ต่างๆเช่นการคำนวณ การประมวลผล
2)System virusesแพร่กระจายโดยการแพร่เข้าสู้ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
       2.1 เวอร์ม (Worm) หรือมาไวรัส หมายถึงโปรแกรมที่เป็นอิสระจากโปรแกรมอื่นๆโดยจะแพร่กระจายผ่านเครือข่ายเข้าสู่คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์
       2.2โลจิกบอมบ์ (Logic bombs) หรือม้าโทรจัน หมายถึงโปรแกรมซึ่งออกแบบมาให้มีการทำงานในลักษณะถูกตั้งเวลาเหมือนระเบิดเวลาถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นชื่อของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ถูกออกแบบมาโยการแฝงตัวเองเข้าไปในระบบและทำงานแบบดักจับเอาข้อมูล หรือรหัสผ่านเข้าสู่ระบบต่างๆ
       2.3ข่าวไวรัสหลอกลวง (Hoax) เป็นไวรัสในรูปการสื่อสารที่ต้องการให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เข้าใจผิด มักถกส่งมาในรูปแบจดหมาย ข้อความ อิเล็กทรอนิกส์
        2.4แนวทางหรือมาตรการในการป้องกัน(Security Measures)
    1.การกำหนดแนวคิดและนโยบายต่างๆ
                 -องค์กรมีมาตรฐานให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ
              -องค์อาจมีการนำอุปกรณ์ตรวจจับทางชีวภาพมาใช้
              -มีการเข้ารหัสข้อมูล ในระบบคอมพิวเตอร์
              -มีกฎระเบียบในการ ใช้และมีการควบคุม
              -ให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ ในเรื่องรักษาความปลอดภัย
              -มีการดูแลและตรวจสอบตราข้อมูล แฟ้มงานต่างๆ
              -การเก็บข้อมูลกิจกรรมต่างๆตลอดเวลา

2.การป้องกันโดยซอฟต์แวร์ สามารถป้องกันไวรัสได้หลายชนิดทั้งแบเชิงพาณิชย์ ละแบบแจกฟรี เช่น
-ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
-การเข้าและถอดรหัส
3.ฟิชชิ่ง (Phishing)
      คือการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ตอย่างหนึ่ง จะใช้วิธีการปลอมแปลงอีเมล์ติดต่อไปยังผู้ใช้งานซึ่งจะทำให้หลงเชื่อมีวิธีป้องกันดังนี้
1 .ระวังอีเมล์ที่มีลักษณะในการขอให้ท่านกรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆ
2. หากต้องการธุรกรรมใดๆ ควรไปที่ไหรำ โดยตรงการพิมพ์ URL ใหม่
3. ไม่ควรคลิกที่ hyperlink หรือรันไฟล์ใดๆที่มาจากอีเมล์ หรือโปรแกรมสนทนาต่างๆจากบุคคลที่ไม่รู้จัก
4. ควรติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบไวรัส และ Firewall เพื่อกันการรับอีเมล์ที่ไม่พึงประสงค์หรือการสื่อสารจากผู้ที่ไม่รับการอนุญาต
5. ควรติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงช่องโหว (Patch) ของซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เราใช้งานอยู่ตลอดเวลา
6. ในการกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญใดๆ ทีเว็บไซต์หนึ่งๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์ที่ถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งเว็บไซต์ที่ปลอดภัยจะต้องใช้โปรโตคอล https:// แทนhttp://
7. ควรตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคาร บัตรเครดิตต่างๆที่มีการใช้งานผ่าระบบอินเทอร์เน็ต
4.ไฟล์วอลล์(Firewall)
         มาตรการหนึ่งที่ใช้ต่อสู้กับไวรัสคือ ไฟล์วอลล์ อินเทอร์เน็ตที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมในยุคดลกาภิวัฒน์เป็นอย่างมาก โดยผู้คนเหล่านนั้นต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายของตนเองกับอินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะดีรับประโยชน์ต่างๆ เช่นเช่นการหาข้อมูลเพื่อทำการค้า เป็นต้น ไฟล์วอลล์คือ รูปแบของโปรแกรมหรืออุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งอยู่บนเครือข่ายเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่ายภายใน (Internet) โดยป้องกันผู้บุกรุก (Inturusion) ที่มาจากเครือข่ายภายนอก(Internet ) หรือเป็นการกำหนดนโยบายการควบคุมเพื่อการเข้าถึงเครือข่าย สองเครือข่ายโดยสามารถกระทำโดยวิธีแตกจ่างกันไป แล้วแต่ระบบ
5. พร็อกซี่ (Proxy)
      ในระบบ Internet ใดๆ ที่มีการอนุญาตได้ในคอมพิวเตอร์แต่ละตัวสามารถติดต่อ Internet Server และทรัพยากรต่างๆได้โดยตรงนั้นลักษณะดังนี้ทำให้ระบบมีความปลอดภัยอยู่ เช่น แฟ้มข้อมูลที่ดาวน์โหลดมาจาก Internet Server อาจมีไวรัสและทำลายแฟ้มข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น วิธีหนึ่งที่สามารถใช้ในการป้องกันปัญหาดังกล่าว คือการใช้งาน Proxy servers ซึ่ง Proxy คือแอพพลิเคชั่นโปรแกรมโดยโปรแกรมนี้จะทำงานร่วมกับไฟล์วอลล์ โดย Proxy Servers เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในระบบ Interanetสามารถติดต่อไปยัง Internet ได้ง่ายและมีความปลอดภัย เมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในระบบ Internet
6. คุกกี้ (Cookies) Cookie
          คือแฟ้มข้อมูลชนิด Text ที่เซิร์ฟเวอร์ทำการจัดเก็บไว้ที่ฮาร์ดดิสก์ของผู้ที่เรียกไปใช้งานเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้น ซึ่งข้อมูลที่อยู่ใน Cookies นี้จะเป็นข้อมูลที่เราไปป้อนข้อมูล
-เมื่อเราพิมพ์ URLของเว็บหนึ่ง ไปยังโปรมแกรมเว็บเบราเซอร์
-โปรมแกรมเว็บเบราเซอร์จะทำการตรวจสอบที่ฮาร์ดดิสก์
-ถ้าหากไม่มีไฟล์Cookieส่งไปใฟ้กับเว็บไซต์เว็บนั้น
-ในการเข้าใช้เว็บไซต์ครั้งต่อๆไปเว็บไซต์ก้จะสามารถที่จะทำการเพิ่มเติมข้อมูลเปลี่ยนแปลง
-เว็บไซต์สามารถใช้ประโยชน์จากCookie เพื่อให้ทราบจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้งานของเว็บไซต์
-เว็บไซต์ที่มีการซื้อขายผ่านทางเว็บไซต์สามารถตรวจสอบได้
            ดังกล่าวอาจมีข้อมูลที่สำคัญ เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลที่อยู่ ข้อมูลอีเมล์ ข้อมูลผู้ใช้ ข้อมูลรหัสผ่าน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งกลับไปมาระหว่างเครื่องผู้ใช้และเว็บไซต์ ซึ่งอาจมีการขโมยข้อมูลจากบุคคลอื่นได้ในระหว่างการถ่ายโอนไฟล์ ซึ่งผู้ใช้ควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่างๆแก่เว็บไซต์

7.มาตรการควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตจากภัยคุกคามด้านจริยธรรม
          ปัจจุบันมีการใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมาก มีการใช้ให้เกิดประโยชน์บ้างไม่เกิดประโยชน์บ้างดังนั้นจึงส่งผลให้ต่อหลายด้านเช่นทังด้านวัฒนธรรม จริยธรรม และในด้านสังคมต่างๆดังนั้นจึงมีการควบคุมภัยจากอินเตอร์เน็ต ได้รู้จักใช้ให้ถูกต้องอีกด้วย นโยบายกระทรวงไอซีที ด้วยตระหนักในการทวีความรุนแรงของปัญหา จึงเกิดโครงการไอซีทีขึ้นมากมาย
1.ICT Gate keeper เฝ้าระวังพิษภัยอินเตอร์เน็ตในเครือค่ายและวงจรเชื่อมต่อระหว่างประเทศ
2.House keeper ซึ่งจัดทำเป็นแบบแผ่นซีดีรอม และแจกฟรีหรือดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ของกระทรวง โปรแกรมนี้จะมี 3 ส่วน คือ
-ส่วนแรกคือ คิดดี้แคร์ ปิดกั้นเว็บไซต์อนาจรและเว็บที่ไม่เหมาะสม
- ต่อมาเป็นส่วนพีเพิลคลีน ติดไอคอนไวที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
-ส่วนสุดท้ายสมาร์ทเกมเมอร์ แก้ปัญหาการติดเกม และควบคุมในด้านต่างๆ

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 6 การประยุกต์ใช้สารสนเทศในชีวิตประจำวัน


แนวโน้มในอนาคตภายในครอบครัวจะมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น
- ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาศาลของแต่ละวัน
-  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ
- ช่วยให้สามารถเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่สามารถเรียกใช้ได้ทุกครั้งอย่างสะดวก
-  ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติเพื่อการจัดเก็บประมวลผล
- ช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว  มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว  ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทางโดยการใช้ระบบโทรศัพท์  และอื่นๆ
2. ขอบข่ายของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ขอบข่ายของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์และกระบวนการหลายด้าน  เช่น  การสื่อสารระบบดาวเทียม  เทคโนโลยีการจัดการฐานข้อมูล  การจัดพิมพ์ระบบอิเล็กทรอนิกส์  การประมวลผลตัวเลข  การประมวลผลภาพ  คอมพิวเตอร์สำหรับช่วยออกแบบและช่วยการผลิต  (CAD/CAM) เป็นต้น
2.1  ระบบประมวลผลรายการ  (Transaction Processing System)
2.2  ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  (Management Information Systems)
2.3  ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ  (Decision Support System)
3.  หน้าที่ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมีหน้าที่ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับ สารสนเทศตามที่ต้องการถ้าปราศจากเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว จะเป็นการยากอย่างยิ่งในการสื่อสารสารสนเทศทั้งนี้เพราะในภาวะปัจจุบันมีสารนิเทศจำนวนมากมายมหาศาล เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อผู้ใช้สรุปได้ดังนี้
-  ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันอย่างรวดเร็ว  ทั้งโทรศัพท์  โทรสาร  อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
- เทคโนโลยีสารนิเทศใช้ในการจัดระบบข่าวสาร  ซึ่งผลิตออกมาแต่ละวันเป็นจำนวนมหาศาล
-  ช่วยให้สามารถเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่สามารถเรียกใช้ได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะใช้กี่ครั้งก็ตาม
-  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ  เช่น  ช่วยนักวิทยาศาสตร์  วิศวกรในด้านการคำนวณตัวเลขที่ยุ่งยาก  ซับซ้อน ซึ่งไม่สารถทำให้สำเร็จได้ด้วยมือ
-  ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติ  เพื่อการเก็บ  เรียกใช้และประมวลผลสารสนเทศ
-  สามารถจำลองแบบระบบการวางแผนและทำนาย  เพื่อทดลองผลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
-  อำนวยความสะดวกใน  การเข้าถึงสารสนเทศ” (ACCESS) ดีกว่าสมัยก่อน
-  ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทางระหว่างประเทศ
4. การจัดเทคโนโลยีสารสนเทศ
การจัดเทคโนโลยีสารสนเทศมีประเด็นที่จะต้องพิจารนาหลายเรื่องด้วยกันได้แก่
4.1  การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศด้านใดบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน
4.2  การวางแผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  หน่วยงานขนาดใหญ่ระดับกระทรวง  กรมหรือบริษัทขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีแผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม
4.3  การกำหนดมาตรฐาน  เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกัน  ระหว่างหน่วยงานต่างๆ
4.4  การลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  เราควรลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากสักเท่าใด
4.5  การจัดองค์กร
-  หน่วยงานงานที่จะดูแลทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
-  บุคลากรที่เหมาะสม
-  ผลตอบแทนต่อบุคลากร
4.6  การบริหารงานพัฒนาระบบ  การพัฒนาระบบนั้นเป็นงานที่ต้องวางแผนอย่างดี  และต้องมีหัวหน้าโครงการที่มีความรู้ทั้งทางด้านเทคนิคและทางด้านการสื่อสารทั้งด้วยวาจา
4.7  การจัดการผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  คือพยายามทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกที่ดีต่อแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ
4.8  การจัดการข้อมูล  ปัญหาคือการแบ่งปันการใช้ข้อมูล  การที่แผนกต่างๆ  ต้องพยายามจัดเก็บข้อมูลมาใช้เอง
4.9  การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ  การนำเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมมาใช้นั้นเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกทำงานร่วมกับเราได้
4.10  ความสัมพันธ์กับผู้บริหาร  เราต้องพยายามสร้างผลงานที่ผู้บริหารเห็นแล้วประทับใจ
4.11  การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ  งานวิจัยนี้อาจเป็นเพียงงานขนาดเล็กที่ทำเพื่อให้เข้าใจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
5.  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
5.1  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานสำนักงาน  ปัจจุบันสำนักงานจำนวนมากได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว  ความถูกต้อง
          ทั้งนี้  เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงสารสนเทศระหว่างแผนก  หรือระหว่างหน่วยงาน  ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกที่อยู่ห่างไกล  ระบบประมวลคำนี้จำแนกได้ 2  ระบบคือ  ระบบ  Stand-Alone เป็นระบบที่สามารถประมวลผลได้ภายในคอมพิวเตอร์ชุดเดียว ด้วยไม่ผ่านช่องทางการสื่อสาร และระบบเชื่อมโยงกับข่ายการสื่อสาร เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงสารสนเทศซึ่งกันและกันผ่านเครือข่ายโทรคมนาคม
              -  งานกระจายเอกสาร  เป็นการกระจายสารสนเทศไปยังผู้ใช้
              -  งานจัดเก็บและค้นคืนเอกสาร  สามารถปฏิบัติได้ทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์  ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
              -  งานจัดเตรียมสารสนเทศในลักษณะภาพ  เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถดำเนินงาน
              -  งานสื่อสารสารสนเทศด้วยเสียง
              -  งานสื่อสารสารสนเทศด้วยภาพและเสียง
5.2  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงงานอุตสาหกรรม    โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งนำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  (Management Information System : MIS)  เข้ามาร่วมช่วยจัดการด้านผลิต  การสั่งซื้อ  การพัสดุ  การเงิน  บุคลากร  และงานด้านอื่นๆ
               -  อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์  ได้ใช้คอมพิวเตอร์แบบรถยนต์  ปฏิบัติการการผลิต  การขับเคลื่อน  การบริการ  และการขาย  รวมทั้งออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถปฏิบัติงานในโรงงาน
              -  อุตสาหกรรมการพิมพ์  อุตสาหกรรมประเภทนี้  ใช้ระบบการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์  (Electronic Publishing) ในการจัดเตรียมต้นฉบับบรรณาธิกรณ์ตีพิมพ์ จัดเก็บ และจำหน่าย
5.3  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานการเงินและพาณิชย์  สถาบันการเงิน  เช่น  ธนาคาร  ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของ  ATM เพื่ออำนวยความสะดวกในการฝากถอน โอนเงิน ในส่วนของ งานประจำธนาคารต่างนำคอมพิวเตอร์ระบบออนไลน์และออฟไลน์เข้ามาช่วยปฏิบัติงาน
5.4  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านการสาธารสุข  ได้แก่  การบริการโทรศัพท์  โทรศัพท์เคลื่อนที่  วิทยุ  โทรทัศน์  เคเบิลทีวี  การค้นคืนสารสนเทศระบบออนไลน์  ดาวเทียม  และโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล
5.5  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านสาธารณสุข  สามารถนำมาประยุกต์ได้หลายด้าน ได้แก่
                 -  ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล  (Hospital  Information  System :  HIS)  เป็นระบบที่ช่วยด้าน  Patient  record  หรือ  เวชระเบียน  ระบบข้อมูลยา  การรักษาพยาบาล  การคิดเงิน
                 -  ระบบสาธารณสุข  ใช้ในการดูแลป้องกันดรคระบาดในท้องถิ่น
                -  ระบบผู้เชี่ยวชาญ  (Expert System) เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์วินิจฉัยโรค
5.6  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  กับงานด้านการฝึกอบรมและการศึกษา
                  -  การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  (Computer Assited  Instruction :  CAI)
                 -  การศึกษาทางไกล
                 -  เครือข่ายการศึกษา
                  -  การใช้งานห้องสมุด
                 -  การใช้งานในห้องปฏิบัติการ
                 -  การใช้ในงานประจำและงานบริหาร


6.  ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม  (Social software)
       6.1  ความหมาย
                ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม  คือซอฟต์แวร์ที่ทำให้ผู้คนสามารถนัดพบปะ  เชื่อมสัมพันธ์หรือทำงานร่วมกันโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง  เกิดเป็นสังคมหรือชุมชนออนไลน์        
     6.2  ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร
              เครื่องมือซอฟต์แวร์สังคม  สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ  เครื่องมือเพื่อสื่อสาร  และเครื่องมือเพื่อการจัดการความรู้
                    1 )  เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร  แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ  เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารสองฝ่ายไม่พร้อมกันและอีกประเภทหนึ่งคือ  เครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารคนสองคนหรือเป็นกลุ่มแบบสองฝ่ายพร้อมกัน
                   2 )  เครื่องมือเพื่อการสร้างการจัดการความรู้  เป็นเครื่องมือในกลุ่มที่ใช้ประโยชน์เพื่อการจัดการความรู้
    6.3  ตัวอย่างเครื่องมือทางสังคมต่างๆ
                1 )  Blog
                        Blog  คือการบันทึกบทความของตนเอง  (Personal  Journal)  ลงบนเว็บไซต์  ใน  blog  นั้นจะมีเนื้อหาเป็นเรื่องใดก็ได้  เช่น  การเขียนเรื่องราวของงตนเอง  การเขียนวิจารณ์เรื่องราวหรือหัวข้อหรือสิ่งที่ตนเองสนใจต่างๆ  เช่น  การเขียนวิจารณ์สถานการณ์การเมืองของประเทศไทย  หรือการบอกถึงผลที่ได้รับจากกรใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ที่ตัวเองเคยใช้  หรือซื้อมา  เป็นต้น


                2 )   Internet Forum
                         Internet  Forum  เป็นส่วนหนึ่งใน  world  Wide  Wed  ที่มีไว้สำหรับเก็บการอภิปรายหรือวอฟแวร์ที่ให้บริการด้านนี้  ฟอรัมในเว็บเริ่มประมาณปี  1995  โดยทำหน้าที่คล้ายกับ  bulletin  board  และ  newagroup  ที่มีมากมายในยุค  1980และ  1990ความเป็นชุมชนเสมือนของฟอรัมเกิด


             3 )  Wiki
                     Wiki  อ่านออกเสียง  “ wicky” ,  ” weekee “  หรือ  ” veekee “  เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสร้างและแก้ไขหน้าเว็บเพจขึ้นมาใหม่ผ่านทางบราวเซอร์  โดยไม่ต้องสร้างเอกสาร  html  เหมือนแต่ก่อน  แต่ wiki  เน้นการกระทำระบบสารานุกรม  ,  HOWTOs  ที่รวมองค์ความรู้หลายๆแขนงเข้าไว้ด้วยกันโดยเฉพาะ


              4 )  Instant Messaging
                        เป็นการอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลบนเครือข่ายที่เป็นแบบ  relative  priacy  ตัวอย่าง  client  ที่เป็นที่นิยมเช่นกัน  Gtalk  ,  Skype  ,  Meetro  ,  ICQ  , Yahoo  Messenger  ,  MSN  Messenger  และ  AOL  Instant  Messenger  เป็นต้น  ในการใช้งานดังกล่าวจะสามารถเพิ่มรายชื่อให้อยู่ใน  contact  list  หรือ  buddy  list  ได้  โดยการใส่  e- mail  address
                5 )  Social network services
                          Social network service จะอนุญาตให้ใครก็ได้แบ่งปันความรู้ สิ่งที่สนใจต่างๆร่วมกัน
                6 )  Social guides
                        เป็นที่สำหรับนัดพบกันได้จริงๆ  บนโลก เช่น  ร้านกาแฟ  ร้านอาหาร  เป็นต้น
               7 )  Social bookmarking
                      บางที่อนุญาตให้ผู้ใช้โพส  list of  bookmark  favorite  websites )  ลงไปได้เพื่อแลกเปลี่ยนแหล่งข้อมูลที่ตนเองสนใจ
              8 )  Social Citations
                      มีลักษณะคล้าย Social bookmarking  มาก  แต่จะเน้นไปทางด้านการศึกษาของนิสิต  นักศึกษา  โดยอนุญาตให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ
             9 )    Social Shopping Applications
                       มีประโยชน์ในเรื่องเทียบสินค้า  ดูรายการสินค้า
           10 )  Internet Relay Chat
                      Internet Relay Chat หรือ IRC จะอนุญาตให้ผู้ใช้สนทนาในห้อง chat  rooms ซึ่งอาจมีหลายๆคนที่เข้าใช้งานในกลุ่มสนทนาในห้องดังกล่าว  ผู้ใช้สามารถสร้างห้องใหม่หรือเข้าไปในห้องที่มีอยู่แล้วก็ได้
         11 )  Knowledge Unifying Initiator (KUI)
                   Knowledge  Unifying  Initiator  หรือเรียกย่อๆว่า KUI  หรือ คุย “  ในภาษาไทยหมายถึงการสนทนา  โดยคำว่า    Knowledge  Unifying  Initiator  หมายถึง  กลุ่มรวบรวมความรู้  โดย  KUI   จัดเป็นซอฟต์แวร์ทางสังคม  (Social  Software )  และการจัดการความรู้  (Knowledge  anagement)  เนื่องจากภายในโปรแกรม  KUI  ประกอบด้วยโครงสร้างซึ่งแบ่งออกเป็น  3  หมวดหลัก ดังนี้
                -  Localization เป็นการเสนอคำแปลความหมายของประโยค วลี หรือคำศัพท์
                -  Opinion Poll เป็นการเสนอความคิดเห็นจากการสำรวจความคิดเห็น
                 -  Public Hearing เป็นข้อเสนอแนะ การตีความ ประชาพิจารณ์ ร่างกฎหมาย


6.4  การใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์เพื่อสังคม
           ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม  (Social software) ใช้ประโยชน์ในการประมวลทางสังคม  (Social  computing)  ในยุคที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  (ICT)  เป็นทุนในการพัฒนาสังคม  ในยุคนี้มีความจำเป็นจะต้องสร้างระบบที่ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากสมาชิกในสังคมให้มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมใหม่ให้กับภาคประชาสังคม  เพื่อให้ประชาคมในทุกภาคส่วนได้มีส่วนได้มีโอกาสที่จะเข้าถึงและทำงานเพื่อสังคมของตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

7.  การสืบค้นสารสนเทศทางอินเตอร์เน็ต
        อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่  จนได้รับสมญานามว่า  ห้องสมุดโลก”   ซึ่งมีข้อมูลหลากดหลายประเภทและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นในการที่เราจะค้นหา  ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วนั้น  ไม่ใช่เรื่องง่าย  ๆ  สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับแหล่งข้อมูลนี้  นั่นคือ  มักประสบปัญหาไม่ทราบว่าข้อมูลที่ต้องการนั้นอยู่ในเว็บไซต์ใด  ดังนั้นจึงได้มีเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลต่างๆบนอินเตอร์เน็ต  ที่เรียกว่า  เครื่องมือช่วยค้น  หรือ  เซิร์ชเอ็นจิน (Search  Enging)  ในการสืบค้นข้อมูลนั้น
           7.1  ลักษณะรูปแบบการค้นหาสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต  มี 3  ลักษณะ  คือ
                     1)  การค้นแบบนามานุกรม  ( Directory)  หมายถึงการแจ้งแหล่งที่ตั้ง ซึ่งบรรจุเนื้อหาหรือเว็บไซต์ต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่หรือกลุ่มใหญ่ๆ และแต่ละกลุ่มจะแบ่งเป็นเรื่องย่อยๆ ต่อไปเรื่อยๆ
                   2 )  การค้นหาแบบดรรชนี  (Index) หรือคำสำคัญ (Keywords) เป็นการค้นหาข้อมูลในลักษณะคำหรือวลี ข้อความต่างๆที่อาจจะเป็นคำสำคัญ (Keyword) ในการค้นหาลักษณะนี้ตัวโปรแกรมหรือเว็บไซต์จะมีเครื่องช่วยในการทำดรรชนี
                  3 ) การค้นแบบ  Metasearch Engines จุดเด่นของกดารค้นหาด้วยวิธีการนี้ คือสามารถเชื่อมโยงไปยัง  Search  Engine  ประเภทอื่นๆ
        7.2  เครื่องมือประเภทใช้โปรแกรมค้นหา  (Search Engines)
                   แต่ข้อจำกัดของการค้นด้วยโปรแกรมค้นหาคือ  ความเกี่ยวข้องของผลการสืบค้นน้อย  เนื่องจากการจัดดรรชนี  จัดทำโดยอัตโนมัติจากการนับจำนวนคำที่ปรากฏในส่วนแรกของเว็บเพจ   ข้อดีของการใช้โปรแกรมค้นหาคือ  ครอบคลุมเนื้อหากว้างขวางและละเอียดเนื่องจากจัดทำดรรชนีทีละเว็บเพจ
                    1 )  การสืบค้นข้อมูล
                    2 )  ลักษณะการสืบค้นของ  Google
                           -  ไม่จำเป็นต้องใส่ตัวเชื่อม and ( และ )  ระหว่างคำ  โดย Google  จะเชื่อมคำอัตโนมัติ
                           -  หาข้อมูลเพิ่มให้  เมื่อใช้ตัวเชื่อม  OR ( หรือ ) ตัวพิมพ์ใหญ่ระหว่างคำที่ต้องการ  เช่น  vacation  london  OR  paris  คือหาทั้งใน  London  และ  Paris
                          -  Google  จะละคำทั่วๆไป  ( เช่น  the , to , of , how , where )  และอักษรเดี่ยวเพราะจะทำให้ค้นช้าลงถ้าต้องการค้นหาคำเหล่านี้ต้องเว้นวรรคก่อนแล้วพิมพ์เครื่องหมาย +  นำหน้าคำนั้นเช่น  computer  programming  +l
                         -  การค้นแบบทั้งวลี  ( กลุ่มคำ )
                         -  Google   ค้นหาคำที่มีรากศัพท์เดียวกันให้โดยอัตโนมัติ
                        -   Google   ตัดคำพ้องรูปโดยใช้เครื่องหมาย - นำหน้าคำที่ไม่ต้องการ
                        -   Google   ค้นหาที่มีความเหมือนกันโดยใช้เครื่องหมาย ”~”
                        -   Google   สามารถหาไฟล์ในรูปแบบอื่นๆที่ไม่ใช่ HTML ได้ เช่น .pdf.xls .doc โดยพิมพ์ filetype : นามสกุลของไฟล์ เช่น  ” LAN “  filetype : ppt. ค้นหาคำว่า LAN ที่เป็นไฟล์นามสกุล .ppt.
                         -    Google   สามารถเก็บหน้าเว็บเพจเก่า (Cached) ได้ โดยคลิกที่ Cached (ถูกเก็บไว้) ประโยชน์คือช่วยให้เข้าถึงบางเว็บที่โดนลบไปแล้ว โดยจะได้ข้อมูลก่อนถูกลบ