วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 6 การประยุกต์ใช้สารสนเทศในชีวิตประจำวัน


แนวโน้มในอนาคตภายในครอบครัวจะมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น
- ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาศาลของแต่ละวัน
-  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ
- ช่วยให้สามารถเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่สามารถเรียกใช้ได้ทุกครั้งอย่างสะดวก
-  ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติเพื่อการจัดเก็บประมวลผล
- ช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว  มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว  ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทางโดยการใช้ระบบโทรศัพท์  และอื่นๆ
2. ขอบข่ายของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ขอบข่ายของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์และกระบวนการหลายด้าน  เช่น  การสื่อสารระบบดาวเทียม  เทคโนโลยีการจัดการฐานข้อมูล  การจัดพิมพ์ระบบอิเล็กทรอนิกส์  การประมวลผลตัวเลข  การประมวลผลภาพ  คอมพิวเตอร์สำหรับช่วยออกแบบและช่วยการผลิต  (CAD/CAM) เป็นต้น
2.1  ระบบประมวลผลรายการ  (Transaction Processing System)
2.2  ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  (Management Information Systems)
2.3  ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ  (Decision Support System)
3.  หน้าที่ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมีหน้าที่ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับ สารสนเทศตามที่ต้องการถ้าปราศจากเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว จะเป็นการยากอย่างยิ่งในการสื่อสารสารสนเทศทั้งนี้เพราะในภาวะปัจจุบันมีสารนิเทศจำนวนมากมายมหาศาล เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อผู้ใช้สรุปได้ดังนี้
-  ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันอย่างรวดเร็ว  ทั้งโทรศัพท์  โทรสาร  อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
- เทคโนโลยีสารนิเทศใช้ในการจัดระบบข่าวสาร  ซึ่งผลิตออกมาแต่ละวันเป็นจำนวนมหาศาล
-  ช่วยให้สามารถเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่สามารถเรียกใช้ได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะใช้กี่ครั้งก็ตาม
-  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ  เช่น  ช่วยนักวิทยาศาสตร์  วิศวกรในด้านการคำนวณตัวเลขที่ยุ่งยาก  ซับซ้อน ซึ่งไม่สารถทำให้สำเร็จได้ด้วยมือ
-  ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติ  เพื่อการเก็บ  เรียกใช้และประมวลผลสารสนเทศ
-  สามารถจำลองแบบระบบการวางแผนและทำนาย  เพื่อทดลองผลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
-  อำนวยความสะดวกใน  การเข้าถึงสารสนเทศ” (ACCESS) ดีกว่าสมัยก่อน
-  ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทางระหว่างประเทศ
4. การจัดเทคโนโลยีสารสนเทศ
การจัดเทคโนโลยีสารสนเทศมีประเด็นที่จะต้องพิจารนาหลายเรื่องด้วยกันได้แก่
4.1  การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศด้านใดบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน
4.2  การวางแผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  หน่วยงานขนาดใหญ่ระดับกระทรวง  กรมหรือบริษัทขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีแผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม
4.3  การกำหนดมาตรฐาน  เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกัน  ระหว่างหน่วยงานต่างๆ
4.4  การลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  เราควรลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากสักเท่าใด
4.5  การจัดองค์กร
-  หน่วยงานงานที่จะดูแลทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
-  บุคลากรที่เหมาะสม
-  ผลตอบแทนต่อบุคลากร
4.6  การบริหารงานพัฒนาระบบ  การพัฒนาระบบนั้นเป็นงานที่ต้องวางแผนอย่างดี  และต้องมีหัวหน้าโครงการที่มีความรู้ทั้งทางด้านเทคนิคและทางด้านการสื่อสารทั้งด้วยวาจา
4.7  การจัดการผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  คือพยายามทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกที่ดีต่อแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ
4.8  การจัดการข้อมูล  ปัญหาคือการแบ่งปันการใช้ข้อมูล  การที่แผนกต่างๆ  ต้องพยายามจัดเก็บข้อมูลมาใช้เอง
4.9  การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ  การนำเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมมาใช้นั้นเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกทำงานร่วมกับเราได้
4.10  ความสัมพันธ์กับผู้บริหาร  เราต้องพยายามสร้างผลงานที่ผู้บริหารเห็นแล้วประทับใจ
4.11  การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ  งานวิจัยนี้อาจเป็นเพียงงานขนาดเล็กที่ทำเพื่อให้เข้าใจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
5.  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
5.1  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานสำนักงาน  ปัจจุบันสำนักงานจำนวนมากได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว  ความถูกต้อง
          ทั้งนี้  เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงสารสนเทศระหว่างแผนก  หรือระหว่างหน่วยงาน  ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกที่อยู่ห่างไกล  ระบบประมวลคำนี้จำแนกได้ 2  ระบบคือ  ระบบ  Stand-Alone เป็นระบบที่สามารถประมวลผลได้ภายในคอมพิวเตอร์ชุดเดียว ด้วยไม่ผ่านช่องทางการสื่อสาร และระบบเชื่อมโยงกับข่ายการสื่อสาร เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงสารสนเทศซึ่งกันและกันผ่านเครือข่ายโทรคมนาคม
              -  งานกระจายเอกสาร  เป็นการกระจายสารสนเทศไปยังผู้ใช้
              -  งานจัดเก็บและค้นคืนเอกสาร  สามารถปฏิบัติได้ทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์  ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
              -  งานจัดเตรียมสารสนเทศในลักษณะภาพ  เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถดำเนินงาน
              -  งานสื่อสารสารสนเทศด้วยเสียง
              -  งานสื่อสารสารสนเทศด้วยภาพและเสียง
5.2  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงงานอุตสาหกรรม    โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งนำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  (Management Information System : MIS)  เข้ามาร่วมช่วยจัดการด้านผลิต  การสั่งซื้อ  การพัสดุ  การเงิน  บุคลากร  และงานด้านอื่นๆ
               -  อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์  ได้ใช้คอมพิวเตอร์แบบรถยนต์  ปฏิบัติการการผลิต  การขับเคลื่อน  การบริการ  และการขาย  รวมทั้งออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถปฏิบัติงานในโรงงาน
              -  อุตสาหกรรมการพิมพ์  อุตสาหกรรมประเภทนี้  ใช้ระบบการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์  (Electronic Publishing) ในการจัดเตรียมต้นฉบับบรรณาธิกรณ์ตีพิมพ์ จัดเก็บ และจำหน่าย
5.3  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานการเงินและพาณิชย์  สถาบันการเงิน  เช่น  ธนาคาร  ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของ  ATM เพื่ออำนวยความสะดวกในการฝากถอน โอนเงิน ในส่วนของ งานประจำธนาคารต่างนำคอมพิวเตอร์ระบบออนไลน์และออฟไลน์เข้ามาช่วยปฏิบัติงาน
5.4  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านการสาธารสุข  ได้แก่  การบริการโทรศัพท์  โทรศัพท์เคลื่อนที่  วิทยุ  โทรทัศน์  เคเบิลทีวี  การค้นคืนสารสนเทศระบบออนไลน์  ดาวเทียม  และโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล
5.5  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านสาธารณสุข  สามารถนำมาประยุกต์ได้หลายด้าน ได้แก่
                 -  ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล  (Hospital  Information  System :  HIS)  เป็นระบบที่ช่วยด้าน  Patient  record  หรือ  เวชระเบียน  ระบบข้อมูลยา  การรักษาพยาบาล  การคิดเงิน
                 -  ระบบสาธารณสุข  ใช้ในการดูแลป้องกันดรคระบาดในท้องถิ่น
                -  ระบบผู้เชี่ยวชาญ  (Expert System) เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์วินิจฉัยโรค
5.6  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  กับงานด้านการฝึกอบรมและการศึกษา
                  -  การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  (Computer Assited  Instruction :  CAI)
                 -  การศึกษาทางไกล
                 -  เครือข่ายการศึกษา
                  -  การใช้งานห้องสมุด
                 -  การใช้งานในห้องปฏิบัติการ
                 -  การใช้ในงานประจำและงานบริหาร


6.  ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม  (Social software)
       6.1  ความหมาย
                ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม  คือซอฟต์แวร์ที่ทำให้ผู้คนสามารถนัดพบปะ  เชื่อมสัมพันธ์หรือทำงานร่วมกันโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง  เกิดเป็นสังคมหรือชุมชนออนไลน์        
     6.2  ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร
              เครื่องมือซอฟต์แวร์สังคม  สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ  เครื่องมือเพื่อสื่อสาร  และเครื่องมือเพื่อการจัดการความรู้
                    1 )  เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร  แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ  เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารสองฝ่ายไม่พร้อมกันและอีกประเภทหนึ่งคือ  เครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารคนสองคนหรือเป็นกลุ่มแบบสองฝ่ายพร้อมกัน
                   2 )  เครื่องมือเพื่อการสร้างการจัดการความรู้  เป็นเครื่องมือในกลุ่มที่ใช้ประโยชน์เพื่อการจัดการความรู้
    6.3  ตัวอย่างเครื่องมือทางสังคมต่างๆ
                1 )  Blog
                        Blog  คือการบันทึกบทความของตนเอง  (Personal  Journal)  ลงบนเว็บไซต์  ใน  blog  นั้นจะมีเนื้อหาเป็นเรื่องใดก็ได้  เช่น  การเขียนเรื่องราวของงตนเอง  การเขียนวิจารณ์เรื่องราวหรือหัวข้อหรือสิ่งที่ตนเองสนใจต่างๆ  เช่น  การเขียนวิจารณ์สถานการณ์การเมืองของประเทศไทย  หรือการบอกถึงผลที่ได้รับจากกรใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ที่ตัวเองเคยใช้  หรือซื้อมา  เป็นต้น


                2 )   Internet Forum
                         Internet  Forum  เป็นส่วนหนึ่งใน  world  Wide  Wed  ที่มีไว้สำหรับเก็บการอภิปรายหรือวอฟแวร์ที่ให้บริการด้านนี้  ฟอรัมในเว็บเริ่มประมาณปี  1995  โดยทำหน้าที่คล้ายกับ  bulletin  board  และ  newagroup  ที่มีมากมายในยุค  1980และ  1990ความเป็นชุมชนเสมือนของฟอรัมเกิด


             3 )  Wiki
                     Wiki  อ่านออกเสียง  “ wicky” ,  ” weekee “  หรือ  ” veekee “  เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสร้างและแก้ไขหน้าเว็บเพจขึ้นมาใหม่ผ่านทางบราวเซอร์  โดยไม่ต้องสร้างเอกสาร  html  เหมือนแต่ก่อน  แต่ wiki  เน้นการกระทำระบบสารานุกรม  ,  HOWTOs  ที่รวมองค์ความรู้หลายๆแขนงเข้าไว้ด้วยกันโดยเฉพาะ


              4 )  Instant Messaging
                        เป็นการอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลบนเครือข่ายที่เป็นแบบ  relative  priacy  ตัวอย่าง  client  ที่เป็นที่นิยมเช่นกัน  Gtalk  ,  Skype  ,  Meetro  ,  ICQ  , Yahoo  Messenger  ,  MSN  Messenger  และ  AOL  Instant  Messenger  เป็นต้น  ในการใช้งานดังกล่าวจะสามารถเพิ่มรายชื่อให้อยู่ใน  contact  list  หรือ  buddy  list  ได้  โดยการใส่  e- mail  address
                5 )  Social network services
                          Social network service จะอนุญาตให้ใครก็ได้แบ่งปันความรู้ สิ่งที่สนใจต่างๆร่วมกัน
                6 )  Social guides
                        เป็นที่สำหรับนัดพบกันได้จริงๆ  บนโลก เช่น  ร้านกาแฟ  ร้านอาหาร  เป็นต้น
               7 )  Social bookmarking
                      บางที่อนุญาตให้ผู้ใช้โพส  list of  bookmark  favorite  websites )  ลงไปได้เพื่อแลกเปลี่ยนแหล่งข้อมูลที่ตนเองสนใจ
              8 )  Social Citations
                      มีลักษณะคล้าย Social bookmarking  มาก  แต่จะเน้นไปทางด้านการศึกษาของนิสิต  นักศึกษา  โดยอนุญาตให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ
             9 )    Social Shopping Applications
                       มีประโยชน์ในเรื่องเทียบสินค้า  ดูรายการสินค้า
           10 )  Internet Relay Chat
                      Internet Relay Chat หรือ IRC จะอนุญาตให้ผู้ใช้สนทนาในห้อง chat  rooms ซึ่งอาจมีหลายๆคนที่เข้าใช้งานในกลุ่มสนทนาในห้องดังกล่าว  ผู้ใช้สามารถสร้างห้องใหม่หรือเข้าไปในห้องที่มีอยู่แล้วก็ได้
         11 )  Knowledge Unifying Initiator (KUI)
                   Knowledge  Unifying  Initiator  หรือเรียกย่อๆว่า KUI  หรือ คุย “  ในภาษาไทยหมายถึงการสนทนา  โดยคำว่า    Knowledge  Unifying  Initiator  หมายถึง  กลุ่มรวบรวมความรู้  โดย  KUI   จัดเป็นซอฟต์แวร์ทางสังคม  (Social  Software )  และการจัดการความรู้  (Knowledge  anagement)  เนื่องจากภายในโปรแกรม  KUI  ประกอบด้วยโครงสร้างซึ่งแบ่งออกเป็น  3  หมวดหลัก ดังนี้
                -  Localization เป็นการเสนอคำแปลความหมายของประโยค วลี หรือคำศัพท์
                -  Opinion Poll เป็นการเสนอความคิดเห็นจากการสำรวจความคิดเห็น
                 -  Public Hearing เป็นข้อเสนอแนะ การตีความ ประชาพิจารณ์ ร่างกฎหมาย


6.4  การใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์เพื่อสังคม
           ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม  (Social software) ใช้ประโยชน์ในการประมวลทางสังคม  (Social  computing)  ในยุคที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  (ICT)  เป็นทุนในการพัฒนาสังคม  ในยุคนี้มีความจำเป็นจะต้องสร้างระบบที่ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากสมาชิกในสังคมให้มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมใหม่ให้กับภาคประชาสังคม  เพื่อให้ประชาคมในทุกภาคส่วนได้มีส่วนได้มีโอกาสที่จะเข้าถึงและทำงานเพื่อสังคมของตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

7.  การสืบค้นสารสนเทศทางอินเตอร์เน็ต
        อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่  จนได้รับสมญานามว่า  ห้องสมุดโลก”   ซึ่งมีข้อมูลหลากดหลายประเภทและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นในการที่เราจะค้นหา  ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วนั้น  ไม่ใช่เรื่องง่าย  ๆ  สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับแหล่งข้อมูลนี้  นั่นคือ  มักประสบปัญหาไม่ทราบว่าข้อมูลที่ต้องการนั้นอยู่ในเว็บไซต์ใด  ดังนั้นจึงได้มีเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลต่างๆบนอินเตอร์เน็ต  ที่เรียกว่า  เครื่องมือช่วยค้น  หรือ  เซิร์ชเอ็นจิน (Search  Enging)  ในการสืบค้นข้อมูลนั้น
           7.1  ลักษณะรูปแบบการค้นหาสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต  มี 3  ลักษณะ  คือ
                     1)  การค้นแบบนามานุกรม  ( Directory)  หมายถึงการแจ้งแหล่งที่ตั้ง ซึ่งบรรจุเนื้อหาหรือเว็บไซต์ต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่หรือกลุ่มใหญ่ๆ และแต่ละกลุ่มจะแบ่งเป็นเรื่องย่อยๆ ต่อไปเรื่อยๆ
                   2 )  การค้นหาแบบดรรชนี  (Index) หรือคำสำคัญ (Keywords) เป็นการค้นหาข้อมูลในลักษณะคำหรือวลี ข้อความต่างๆที่อาจจะเป็นคำสำคัญ (Keyword) ในการค้นหาลักษณะนี้ตัวโปรแกรมหรือเว็บไซต์จะมีเครื่องช่วยในการทำดรรชนี
                  3 ) การค้นแบบ  Metasearch Engines จุดเด่นของกดารค้นหาด้วยวิธีการนี้ คือสามารถเชื่อมโยงไปยัง  Search  Engine  ประเภทอื่นๆ
        7.2  เครื่องมือประเภทใช้โปรแกรมค้นหา  (Search Engines)
                   แต่ข้อจำกัดของการค้นด้วยโปรแกรมค้นหาคือ  ความเกี่ยวข้องของผลการสืบค้นน้อย  เนื่องจากการจัดดรรชนี  จัดทำโดยอัตโนมัติจากการนับจำนวนคำที่ปรากฏในส่วนแรกของเว็บเพจ   ข้อดีของการใช้โปรแกรมค้นหาคือ  ครอบคลุมเนื้อหากว้างขวางและละเอียดเนื่องจากจัดทำดรรชนีทีละเว็บเพจ
                    1 )  การสืบค้นข้อมูล
                    2 )  ลักษณะการสืบค้นของ  Google
                           -  ไม่จำเป็นต้องใส่ตัวเชื่อม and ( และ )  ระหว่างคำ  โดย Google  จะเชื่อมคำอัตโนมัติ
                           -  หาข้อมูลเพิ่มให้  เมื่อใช้ตัวเชื่อม  OR ( หรือ ) ตัวพิมพ์ใหญ่ระหว่างคำที่ต้องการ  เช่น  vacation  london  OR  paris  คือหาทั้งใน  London  และ  Paris
                          -  Google  จะละคำทั่วๆไป  ( เช่น  the , to , of , how , where )  และอักษรเดี่ยวเพราะจะทำให้ค้นช้าลงถ้าต้องการค้นหาคำเหล่านี้ต้องเว้นวรรคก่อนแล้วพิมพ์เครื่องหมาย +  นำหน้าคำนั้นเช่น  computer  programming  +l
                         -  การค้นแบบทั้งวลี  ( กลุ่มคำ )
                         -  Google   ค้นหาคำที่มีรากศัพท์เดียวกันให้โดยอัตโนมัติ
                        -   Google   ตัดคำพ้องรูปโดยใช้เครื่องหมาย - นำหน้าคำที่ไม่ต้องการ
                        -   Google   ค้นหาที่มีความเหมือนกันโดยใช้เครื่องหมาย ”~”
                        -   Google   สามารถหาไฟล์ในรูปแบบอื่นๆที่ไม่ใช่ HTML ได้ เช่น .pdf.xls .doc โดยพิมพ์ filetype : นามสกุลของไฟล์ เช่น  ” LAN “  filetype : ppt. ค้นหาคำว่า LAN ที่เป็นไฟล์นามสกุล .ppt.
                         -    Google   สามารถเก็บหน้าเว็บเพจเก่า (Cached) ได้ โดยคลิกที่ Cached (ถูกเก็บไว้) ประโยชน์คือช่วยให้เข้าถึงบางเว็บที่โดนลบไปแล้ว โดยจะได้ข้อมูลก่อนถูกลบ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น