แนวโน้มในอนาคตภายในครอบครัวจะมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น
-
ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาศาลของแต่ละวัน
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ
-
ช่วยให้สามารถเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่สามารถเรียกใช้ได้ทุกครั้งอย่างสะดวก
-
ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติเพื่อการจัดเก็บประมวลผล
-
ช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว
มีประสิทธิภาพมากขึ้น
-
ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทางโดยการใช้ระบบโทรศัพท์ และอื่นๆ
2. ขอบข่ายของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ขอบข่ายของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
ผลิตภัณฑ์และกระบวนการหลายด้าน เช่น การสื่อสารระบบดาวเทียม เทคโนโลยีการจัดการฐานข้อมูล การจัดพิมพ์ระบบอิเล็กทรอนิกส์ การประมวลผลตัวเลข การประมวลผลภาพ คอมพิวเตอร์สำหรับช่วยออกแบบและช่วยการผลิต (CAD/CAM) เป็นต้น
2.1
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing System)
2.2
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems)
2.3
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System)
3.
หน้าที่ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมีหน้าที่ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับ
“สารสนเทศ” ตามที่ต้องการถ้าปราศจากเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว
จะเป็นการยากอย่างยิ่งในการสื่อสารสารสนเทศทั้งนี้เพราะในภาวะปัจจุบันมีสารนิเทศจำนวนมากมายมหาศาล
เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อผู้ใช้สรุปได้ดังนี้
- ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันอย่างรวดเร็ว ทั้งโทรศัพท์
โทรสาร อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
- เทคโนโลยีสารนิเทศใช้ในการจัดระบบข่าวสาร ซึ่งผลิตออกมาแต่ละวันเป็นจำนวนมหาศาล
-
ช่วยให้สามารถเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่สามารถเรียกใช้ได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะใช้กี่ครั้งก็ตาม
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ เช่น
ช่วยนักวิทยาศาสตร์
วิศวกรในด้านการคำนวณตัวเลขที่ยุ่งยาก
ซับซ้อน ซึ่งไม่สารถทำให้สำเร็จได้ด้วยมือ
- ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติ เพื่อการเก็บ
เรียกใช้และประมวลผลสารสนเทศ
- สามารถจำลองแบบระบบการวางแผนและทำนาย เพื่อทดลองผลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
- อำนวยความสะดวกใน “การเข้าถึงสารสนเทศ”
(ACCESS) ดีกว่าสมัยก่อน
- ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทางระหว่างประเทศ
4. การจัดเทคโนโลยีสารสนเทศ
การจัดเทคโนโลยีสารสนเทศมีประเด็นที่จะต้องพิจารนาหลายเรื่องด้วยกันได้แก่
4.1
การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศด้านใดบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน
4.2
การวางแผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
หน่วยงานขนาดใหญ่ระดับกระทรวง
กรมหรือบริษัทขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีแผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม
4.3
การกำหนดมาตรฐาน
เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานต่างๆ
4.4
การลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
เราควรลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากสักเท่าใด
4.5
การจัดองค์กร
-
หน่วยงานงานที่จะดูแลทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
-
บุคลากรที่เหมาะสม
-
ผลตอบแทนต่อบุคลากร
4.6
การบริหารงานพัฒนาระบบ
การพัฒนาระบบนั้นเป็นงานที่ต้องวางแผนอย่างดี
และต้องมีหัวหน้าโครงการที่มีความรู้ทั้งทางด้านเทคนิคและทางด้านการสื่อสารทั้งด้วยวาจา
4.7
การจัดการผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
คือพยายามทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกที่ดีต่อแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ
4.8
การจัดการข้อมูล
ปัญหาคือการแบ่งปันการใช้ข้อมูล
การที่แผนกต่างๆ
ต้องพยายามจัดเก็บข้อมูลมาใช้เอง
4.9
การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ
การนำเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมมาใช้นั้นเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกทำงานร่วมกับเราได้
4.10
ความสัมพันธ์กับผู้บริหาร
เราต้องพยายามสร้างผลงานที่ผู้บริหารเห็นแล้วประทับใจ
4.11
การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ
งานวิจัยนี้อาจเป็นเพียงงานขนาดเล็กที่ทำเพื่อให้เข้าใจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
5.
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
5.1
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานสำนักงาน
ปัจจุบันสำนักงานจำนวนมากได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ความถูกต้อง
ทั้งนี้
เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงสารสนเทศระหว่างแผนก หรือระหว่างหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกที่อยู่ห่างไกล ระบบประมวลคำนี้จำแนกได้ 2 ระบบคือ
ระบบ Stand-Alone เป็นระบบที่สามารถประมวลผลได้ภายในคอมพิวเตอร์ชุดเดียว
ด้วยไม่ผ่านช่องทางการสื่อสาร และระบบเชื่อมโยงกับข่ายการสื่อสาร เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงสารสนเทศซึ่งกันและกันผ่านเครือข่ายโทรคมนาคม
-
งานกระจายเอกสาร
เป็นการกระจายสารสนเทศไปยังผู้ใช้
-
งานจัดเก็บและค้นคืนเอกสาร
สามารถปฏิบัติได้ทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
-
งานจัดเตรียมสารสนเทศในลักษณะภาพ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถดำเนินงาน
-
งานสื่อสารสารสนเทศด้วยเสียง
-
งานสื่อสารสารสนเทศด้วยภาพและเสียง
5.2
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งนำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information
System : MIS) เข้ามาร่วมช่วยจัดการด้านผลิต การสั่งซื้อ
การพัสดุ การเงิน บุคลากร
และงานด้านอื่นๆ
-
อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์
ได้ใช้คอมพิวเตอร์แบบรถยนต์
ปฏิบัติการการผลิต
การขับเคลื่อน การบริการ และการขาย
รวมทั้งออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถปฏิบัติงานในโรงงาน
-
อุตสาหกรรมการพิมพ์
อุตสาหกรรมประเภทนี้
ใช้ระบบการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Publishing) ในการจัดเตรียมต้นฉบับบรรณาธิกรณ์ตีพิมพ์
จัดเก็บ และจำหน่าย
5.3
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานการเงินและพาณิชย์ สถาบันการเงิน
เช่น ธนาคาร ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของ ATM เพื่ออำนวยความสะดวกในการฝากถอน โอนเงิน ในส่วนของ งานประจำธนาคารต่างนำคอมพิวเตอร์ระบบออนไลน์และออฟไลน์เข้ามาช่วยปฏิบัติงาน
5.4
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านการสาธารสุข ได้แก่
การบริการโทรศัพท์
โทรศัพท์เคลื่อนที่ วิทยุ โทรทัศน์
เคเบิลทีวี
การค้นคืนสารสนเทศระบบออนไลน์ ดาวเทียม และโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล
5.5
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านสาธารณสุข สามารถนำมาประยุกต์ได้หลายด้าน ได้แก่
- ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Hospital Information
System : HIS) เป็นระบบที่ช่วยด้าน Patient record
หรือ
เวชระเบียน ระบบข้อมูลยา การรักษาพยาบาล การคิดเงิน
- ระบบสาธารณสุข
ใช้ในการดูแลป้องกันดรคระบาดในท้องถิ่น
- ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์วินิจฉัยโรค
5.6
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
กับงานด้านการฝึกอบรมและการศึกษา
- การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assited Instruction :
CAI)
- การศึกษาทางไกล
- เครือข่ายการศึกษา
- การใช้งานห้องสมุด
- การใช้งานในห้องปฏิบัติการ
- การใช้ในงานประจำและงานบริหาร
6.
ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม (Social software)
6.1
ความหมาย
ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม คือซอฟต์แวร์ที่ทำให้ผู้คนสามารถนัดพบปะ
เชื่อมสัมพันธ์หรือทำงานร่วมกันโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง เกิดเป็นสังคมหรือชุมชนออนไลน์
6.2
ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร
เครื่องมือซอฟต์แวร์สังคม สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ เครื่องมือเพื่อสื่อสาร และเครื่องมือเพื่อการจัดการความรู้
1 ) เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารสองฝ่ายไม่พร้อมกันและอีกประเภทหนึ่งคือ เครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารคนสองคนหรือเป็นกลุ่มแบบสองฝ่ายพร้อมกัน
2 ) เครื่องมือเพื่อการสร้างการจัดการความรู้
เป็นเครื่องมือในกลุ่มที่ใช้ประโยชน์เพื่อการจัดการความรู้
6.3
ตัวอย่างเครื่องมือทางสังคมต่างๆ
1 ) Blog
Blog คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal)
ลงบนเว็บไซต์
ใน blog นั้นจะมีเนื้อหาเป็นเรื่องใดก็ได้ เช่น
การเขียนเรื่องราวของงตนเอง
การเขียนวิจารณ์เรื่องราวหรือหัวข้อหรือสิ่งที่ตนเองสนใจต่างๆ เช่น
การเขียนวิจารณ์สถานการณ์การเมืองของประเทศไทย
หรือการบอกถึงผลที่ได้รับจากกรใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ตัวเองเคยใช้ หรือซื้อมา
เป็นต้น
2 ) Internet Forum
Internet Forum เป็นส่วนหนึ่งใน world Wide
Wed ที่มีไว้สำหรับเก็บการอภิปรายหรือวอฟแวร์ที่ให้บริการด้านนี้ ฟอรัมในเว็บเริ่มประมาณปี 1995
โดยทำหน้าที่คล้ายกับ bulletin board และ newagroup ที่มีมากมายในยุค 1980s
และ 1990s ความเป็นชุมชนเสมือนของฟอรัมเกิด
3 ) Wiki
Wiki อ่านออกเสียง “ wicky” , ” weekee “
หรือ ”
veekee “ เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสร้างและแก้ไขหน้าเว็บเพจขึ้นมาใหม่ผ่านทางบราวเซอร์ โดยไม่ต้องสร้างเอกสาร html
เหมือนแต่ก่อน แต่ wiki เน้นการกระทำระบบสารานุกรม ,
HOWTOs ที่รวมองค์ความรู้หลายๆแขนงเข้าไว้ด้วยกันโดยเฉพาะ
4 ) Instant Messaging
เป็นการอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลบนเครือข่ายที่เป็นแบบ relative priacy
ตัวอย่าง client ที่เป็นที่นิยมเช่นกัน Gtalk
, Skype ,
Meetro , ICQ ,
Yahoo Messenger ,
MSN Messenger และ AOL
Instant Messenger เป็นต้น
ในการใช้งานดังกล่าวจะสามารถเพิ่มรายชื่อให้อยู่ใน contact list หรือ buddy list ได้ โดยการใส่ e- mail address
5 ) Social network services
Social network service
จะอนุญาตให้ใครก็ได้แบ่งปันความรู้ สิ่งที่สนใจต่างๆร่วมกัน
6 ) Social guides
เป็นที่สำหรับนัดพบกันได้จริงๆ
บนโลก เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร
เป็นต้น
7 ) Social
bookmarking
บางที่อนุญาตให้ผู้ใช้โพส list of bookmark
favorite websites ) ลงไปได้เพื่อแลกเปลี่ยนแหล่งข้อมูลที่ตนเองสนใจ
8 ) Social
Citations
มีลักษณะคล้าย Social bookmarking มาก
แต่จะเน้นไปทางด้านการศึกษาของนิสิต
นักศึกษา
โดยอนุญาตให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ
9 ) Social Shopping
Applications
มีประโยชน์ในเรื่องเทียบสินค้า
ดูรายการสินค้า
10 )
Internet Relay Chat
Internet Relay Chat หรือ IRC จะอนุญาตให้ผู้ใช้สนทนาในห้อง chat rooms ซึ่งอาจมีหลายๆคนที่เข้าใช้งานในกลุ่มสนทนาในห้องดังกล่าว
ผู้ใช้สามารถสร้างห้องใหม่หรือเข้าไปในห้องที่มีอยู่แล้วก็ได้
11 )
Knowledge Unifying Initiator (KUI)
Knowledge Unifying
Initiator หรือเรียกย่อๆว่า
KUI หรือ ” คุย “ ในภาษาไทยหมายถึงการสนทนา โดยคำว่า
Knowledge Unifying Initiator
หมายถึง
กลุ่มรวบรวมความรู้ โดย KUI
จัดเป็นซอฟต์แวร์ทางสังคม
(Social Software ) และการจัดการความรู้ (Knowledge anagement)
เนื่องจากภายในโปรแกรม
KUI ประกอบด้วยโครงสร้างซึ่งแบ่งออกเป็น 3
หมวดหลัก ดังนี้
- Localization เป็นการเสนอคำแปลความหมายของประโยค วลี หรือคำศัพท์
- Opinion Poll เป็นการเสนอความคิดเห็นจากการสำรวจความคิดเห็น
- Public Hearing เป็นข้อเสนอแนะ การตีความ ประชาพิจารณ์ ร่างกฎหมาย
6.4
การใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์เพื่อสังคม
ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม (Social software)
ใช้ประโยชน์ในการประมวลทางสังคม
(Social computing) ในยุคที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)
เป็นทุนในการพัฒนาสังคม
ในยุคนี้มีความจำเป็นจะต้องสร้างระบบที่ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากสมาชิกในสังคมให้มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมใหม่ให้กับภาคประชาสังคม
เพื่อให้ประชาคมในทุกภาคส่วนได้มีส่วนได้มีโอกาสที่จะเข้าถึงและทำงานเพื่อสังคมของตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
7.
การสืบค้นสารสนเทศทางอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ จนได้รับสมญานามว่า “ห้องสมุดโลก” ซึ่งมีข้อมูลหลากดหลายประเภทและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในการที่เราจะค้นหา ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับแหล่งข้อมูลนี้
นั่นคือ
มักประสบปัญหาไม่ทราบว่าข้อมูลที่ต้องการนั้นอยู่ในเว็บไซต์ใด
ดังนั้นจึงได้มีเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลต่างๆบนอินเตอร์เน็ต ที่เรียกว่า
เครื่องมือช่วยค้น หรือ เซิร์ชเอ็นจิน (Search Enging)
ในการสืบค้นข้อมูลนั้น
7.1
ลักษณะรูปแบบการค้นหาสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต มี 3
ลักษณะ คือ
1) การค้นแบบนามานุกรม ( Directory) หมายถึงการแจ้งแหล่งที่ตั้ง ซึ่งบรรจุเนื้อหาหรือเว็บไซต์ต่างๆ
ไว้เป็นหมวดหมู่หรือกลุ่มใหญ่ๆ และแต่ละกลุ่มจะแบ่งเป็นเรื่องย่อยๆ ต่อไปเรื่อยๆ
2 ) การค้นหาแบบดรรชนี (Index) หรือคำสำคัญ (Keywords) เป็นการค้นหาข้อมูลในลักษณะคำหรือวลี
ข้อความต่างๆที่อาจจะเป็นคำสำคัญ (Keyword) ในการค้นหาลักษณะนี้ตัวโปรแกรมหรือเว็บไซต์จะมีเครื่องช่วยในการทำดรรชนี
3 ) การค้นแบบ Metasearch Engines
จุดเด่นของกดารค้นหาด้วยวิธีการนี้ คือสามารถเชื่อมโยงไปยัง Search
Engine ประเภทอื่นๆ
7.2
เครื่องมือประเภทใช้โปรแกรมค้นหา (Search Engines)
แต่ข้อจำกัดของการค้นด้วยโปรแกรมค้นหาคือ
ความเกี่ยวข้องของผลการสืบค้นน้อย
เนื่องจากการจัดดรรชนี จัดทำโดยอัตโนมัติจากการนับจำนวนคำที่ปรากฏในส่วนแรกของเว็บเพจ ข้อดีของการใช้โปรแกรมค้นหาคือ ครอบคลุมเนื้อหากว้างขวางและละเอียดเนื่องจากจัดทำดรรชนีทีละเว็บเพจ
1 ) การสืบค้นข้อมูล
2 ) ลักษณะการสืบค้นของ Google
-
ไม่จำเป็นต้องใส่ตัวเชื่อม and ( และ ) ระหว่างคำ โดย Google จะเชื่อมคำอัตโนมัติ
-
หาข้อมูลเพิ่มให้
เมื่อใช้ตัวเชื่อม OR ( หรือ ) ตัวพิมพ์ใหญ่ระหว่างคำที่ต้องการ เช่น vacation london
OR paris คือหาทั้งใน London
และ Paris
- Google จะละคำทั่วๆไป ( เช่น
the , to , of , how , where )
และอักษรเดี่ยวเพราะจะทำให้ค้นช้าลงถ้าต้องการค้นหาคำเหล่านี้ต้องเว้นวรรคก่อนแล้วพิมพ์เครื่องหมาย
+ นำหน้าคำนั้นเช่น computer programming
+l
- การค้นแบบทั้งวลี ( กลุ่มคำ )
- Google ค้นหาคำที่มีรากศัพท์เดียวกันให้โดยอัตโนมัติ
- Google ตัดคำพ้องรูปโดยใช้เครื่องหมาย
- นำหน้าคำที่ไม่ต้องการ
- Google ค้นหาที่มีความเหมือนกันโดยใช้เครื่องหมาย
”~”
- Google สามารถหาไฟล์ในรูปแบบอื่นๆที่ไม่ใช่
HTML ได้ เช่น .pdf.xls .doc โดยพิมพ์ filetype
: นามสกุลของไฟล์ เช่น ”
LAN “ filetype : ppt. ค้นหาคำว่า
LAN ที่เป็นไฟล์นามสกุล .ppt.
- Google สามารถเก็บหน้าเว็บเพจเก่า (Cached) ได้ โดยคลิกที่ Cached (ถูกเก็บไว้) ประโยชน์คือช่วยให้เข้าถึงบางเว็บที่โดนลบไปแล้ว
โดยจะได้ข้อมูลก่อนถูกลบ






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น