วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

บทที่ 5 การจัดการสารสนเทศ

การจัดการสารสนเทศ หมายถึง การทำกิจกรรมหลัก ต่างๆ ในการจัดหา การจัดโครงสร้าง(organization) การควบคุม ผลิต การเผยแพร่และการใช้สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์การทุกประเภทอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งสารสนเทศในที่นี้หมายถึงสารสนเทศทุกประเภทที่มีคุณค่าไม่ว่าจะมีแหล่งกำเนิดจากภายในหรือภายนอกองค์การ



การเก็บรวบรวมข้อมูล สมมตินักเรียนต้องการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเรื่องอาชีพของคนไทยในหมู่บ้าน นักเรียนอาจเริ่มต้นด้วยการออกแบบสอบถามสำหรับการไปสำรวจข้อมูล เพื่อให้ครอบครัวต่าง ๆ ในหมู่บ้านกรอกข้อมูล มีการส่งแบบสอบถามไปยังผู้กรอกข้อมูลเพื่อทำการกรอกรายละเอียด มีการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวมรวมข้อมูลมีเทคนิคและวิธีการหลายอย่าง เช่น การใช้เครื่องจักรช่วยเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการตรวจกราดรหัสแท่ง หรืออ่านข้อมูลที่ใช้ดินสอดำฝนตำแหน่งที่กรอกข้อมูล



การตรวจสอบข้อมูล เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลได้แล้ว จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูล ดูแลเรื่องความถูกต้องของข้อมูล มีการตรวจทานหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ข้อมูลที่จัดเก็บต้องมีความถูกต้องน่าเชื่อถือเพราะหากข้อมูลไม่น่าเชื่อถือแล้ว สารสนเทศที่ได้จากข้อมูลก็ไม่น่าเชื่อถือด้วย



การรวบรวมข้อมูลเป็นแฟ้มข้อมูล การรวบรวมข้อมูลที่เก็บไว้ให้เป็นแฟ้มข้อมูล เป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่ง การไปสำรวจข้อมูลไม่ว่าเรื่องอะไร ส่วนใหญ่จะเก็บข้อมูลมาหลายเรื่อง จำเป็นต้องแบ่งแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่มเป็นเรื่องไว้เป็นแฟ้มข้อมูล เพื่อให้การดำเนินการในขั้นตอนต่อไปจะได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น



การจัดเรียงข้อมูล ข้อมูลที่เก็บไว้เป็นแฟ้มควรมีการจัดเรียงลำดับข้อมูล เพื่อสะดวกต่อการค้นหา หรืออ้างอิงในภายหลัง การจัดเรียงข้อมูลเป็นวิธีการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศวิธีหนึ่ง



การคำนวณ ข้อมูลที่จัดเก็บมีทั้งข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ข้อความ และตัวเลข ดังนั้นอาจมีความจำเป็นในการคำนวณตัวเลขที่ได้มาจากข้อมูล เช่น หาค่าเฉลี่ย หาผลรวม
การทำรายงาน การสรุปทำรายงานให้ตรงกับความต้องการของการใช้งาน จะทำให้การใช้สารสนเทศมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น เพราะการทำรายงานเป็นวิธีการที่จะจัดรูปแบบข้อมูลให้เป็นสารสนเทศตามความต้องการ



การจัดเก็บ ข้อมูลที่สำรวจหรือรวบรวมมา และมีการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ จะต้องดำเนินการจัดเก็บเอาไว้เพื่อใช้ในภายหลัง การจัดเก็บ สมัยใหม่มักเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถจัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผ่นบันทึก
การทำสำเนา หากต้องการใช้ข้อมูลก็สามารถคัดลอกหรือทำสำเนาขึ้นใหม่ได้ การคัดลอกข้อมูลด้วยระบบทางคอมพิวเตอร์ ทำได้ง่ายและรวดเร็ว
การแจกจ่ายและการสื่อสารข้อมูล เมื่อต้องการแจกจ่ายข้อมูลให้ผู้อื่นใช้สามารถกระทำการแจกจ่ายได้โดยง่าย เทคโนโลยีสื่อสาร สมัยใหม่ทำให้จัดส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว











วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

บทที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ


องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
               พื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศสืบเนื่องมาจากการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ใยแก้วนำแสงดาวเทียมสื่อสารระบบเครือข่ายซอฟต์แวร์และมัลติมีเดียประกอบกับราคาของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ถูกลงแต่มีขีดความสามารถในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทำให้แนวโน้มการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้งานต่างๆนั้นมีมากขึ้นเป็นลำดับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นอาจกล่าวได้ว่าประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลักคือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมสำหรับรายละเอียดพอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยีมีดังต่อ ไปนี้คือ
  1.1 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
 คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจำข้อมูลต่างๆ และปฏิบัติตามคำสั่งที่บอก เพื่อ ให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้คอมพิวเตอร์นั้นประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆต่อเชื่อมกันเรียกว่าฮาร์ดแวร์(Hardware)และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นี้จะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกกันว่าซอฟต์แวร์ (Software)
                  1) ฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ อุปกรณ์รับข้อมูล อุปกรณ์ส่งข้อมูล หน่วยประมวลผลก ลาง หน่วยความจำหลักและหน่วยความจำสำรอง
- อุปกรณ์รับข้อมูล (Input) เช่น แผงแป้นอักขระ (Keyboard), เมาส์, เครื่องตรวจ กวาดภาพ (Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครื่องอ่าน บัตรแถบแม่เหล็ก (Magnetic Strip Reader), และเครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader) - อุปกรณ์ส่งข้อมูล (Output) เช่น จอภาพ (Monitor), เครื่องพิมพ์ (Printer), และเทอร์มินัล - หน่วยประมวลผลกลาง จะทำงานร่วมกับหน่วยความจำหลักในขณะคำนวณหรือประมวลผล โดย ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดึงข้อมูลและคำสั่งที่เก็บไว้ไว้ในหน่วยความจำหลัก มาประมวลผล
- หน่วยความจำหลักมีหน้าที่เก็บข้อมูลที่มาจากอุปกรณ์รับข้อมูลเพื่อใช้ในการคำนวณและผลลัพธ์ของการคำนวณก่อนที่จะส่งไปยังอุปกรณ์ส่งข้อมูลรวมทั้งการเก็บคำสั่งขณะกำลังประมวลผล - หน่วยความจำสำรอง ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมขณะยังไม่ได้ใช้งาน เพื่อการใช้ในอนาคต


                   2) ซอฟต์แวร์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นมากในการควบคุมการทำงานของเครื่อง คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบและซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซอฟต์แวร์ระบบ มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับ คอมพิวเตอร์หรือฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบสามารถแบ่งเป็น 3 ชนิดใหญ่ คือ
- โปรแกรมระบบปฏิบัติการใช้ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พ่วงต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน เช่น UNIX,DOS, MicrosoftWindows - โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในระหว่างการประมวลผล ข้อมูลหรือในระหว่างที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบันเช่น โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor) - โปรแกรมแปลภาษาใช้ในการแปลความหมายของคำสั่งที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในรูปแบบ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจและทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะด้านตามความต้องการ ซึ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ นี้สามารถแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
- ซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่องานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานทั่วไป ไม่เจาะจง ประเภทของธุรกิจ ตัวอย่าง เช่น Word Processing, Spreadsheet, Database Management เป็นต้น - ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่วัตถุประสงค์ ของการนำไปใช้
- ซอฟต์แวร์ประยุกต์อื่นๆ เป็นซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง และอื่น ๆ นอกเหนือจาก ซอฟต์แวร์ประยุกต์สองชนิดข้างต้น ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal Information Management และซอฟต์แวร์เกมต่างๆ เป็นต้น
สำหรับกระบวนการการจัดการระบบสารสนเทศ เพื่อให้ได้สารสนเทศตามต้องการอย่างรวดเร็ว ถูก ต้อง แม่นยำและมีคุณภาพ จะเริ่มด้วยการคัดเลือก การจัดหา การวิเคราะห์เนื้อหา และการค้นคืนสารสนเทศ ซึ่งกระบวนการจัดการหรือจัดทำสารสนเทศเพื่อให้สามารถผลิตสารสนเทศสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ นั้น จะประกอบด้วยกรรมวิธี 3 ประการ คือ การนำเข้าข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการแสดงผลข้อมูล และกระบวนการทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกัน



 เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
    เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อสื่อสารรับ/ส่งข้อมูลจากที่ไกลๆ เป็นการส่งของข้อมูล ระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือที่อยู่ห่างไกลกันซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่างๆเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์
อาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice) ตัวอย่าง เช่น การส่ง ข้อมูลต่าง ๆ ของยานอวกาศที่อยู่นอกโลกมายังเครื่องคอมพิวเตอร์บนโลก เพื่อทำการคำนวณและประมวลผล ทำให้ทราบปรากฏการณ์ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคมทั้ง ชนิดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ล ใยแก้วนำแสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นต้น
สำหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหล่งของ ข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ (Sink/ Decoder)


นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 6 รูปแบบ ดังนี้ต่อ ไปนี้ คือ
1) เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, เครื่องเอกซเรย์ ฯลฯ
2) เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็นสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ เช่น เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก, จานแสงหรือจานเลเซอร์, บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ
3) เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
4) เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครื่องพิมพ์, จอภาพ ฯลฯ
5) เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทำสำเนาเอกสาร เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร, เครื่องถ่ายไมโครฟิล์ม
6) เทคโนโลยีสำหรับถ่ายทอดหรือสื่อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์, วิทยุ กระจายเสียง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งระยะใกล้และไกลเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้สร้างสิ่งใหม่ให้กับสังคมปัจจุบันที่เรียกว่าเป็นสังคม ไร้พรมแดนหรือสังคมโลกาภิวัตน์ (Globalization) ไว้มากมาย เช่น อินเทอร์เน็ต (Internet), ทางด่วนข้อมูล (Information Superhighway), ระบบทีวี ตามความต้องการ (Video On Demand), การประชุมผ่านทางจอภาพ (Video Conference), พาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce), ระบบการเรียนทางไกล (Tele Education), โทรเวช (Tele Medicine), ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ไปรษณีย์ภาพ (Video Mail), โทรทัศน์แบบมีการโต้ตอบ (Interactive TV), ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (E-library), ห้องสมุดเสมือน (Virtual Library) เป็นต้น

วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
     วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศจากยุคอนาลอกสู่ยุคดิจิตอลนั้นมีความเป็นมาที่ยาวนานมากกว่าที่จะมาเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันนี้บางช่วงใช้เวลาในการค้นคิดนานเป็นพันปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงบางช่วงก็เร็วมากหากสังเกตจะเห็นว่าในปัจจุบันการค้นคิดเทคโนโลยีเหล่านี้เปลี่ยนไปอย่างเร็วมากจนผู้ใช้แทบจะตามไม่ทันซึ่งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ จะช่วยทำให้มองภาพในอนาคตของเทคโนโลยีเหล่านี้ได้
การวิวัฒนาทางด้านเทคโนโลยีแบ่งเป็น 2 ด้านที่ควบคู่กันมา คือ วิวัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์ และวิวัฒนาการทางด้านการสื่อสารซึ่งจะหมายรวมถึงลักษณะของข้อมูลหรือสารสนเทศที่ใช้ในการสื่อสาร



วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

บทที่ 3 การรู้สารสนเทศ


1. ความหมาย
    การรู้สารสนเทศ หมายถึง การรู้ถึงความจำเป็นของสารสนเทศ (ข้อมูลข่าวสาร) การเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ การพัมนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การวิเคราะห์และประเมินสารสนเทศ การจัดระบบประมวลสารสนเทศ การประยุกต์ใช้สารสนเทศเพื่อตัดสินใจที่มีประสิทธิผลและสร้างสรรค์ การสรุปอ้างอิงและสื่อสารข่าวสารอย่างมีประสิทธิภาพ ความเข้าใจและยอมรับในจริยธรรรมของข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาเจตคตินำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต



2. ความสำคัญ การรู้สารสนเทศมีความสำคัญต่อความสำเร็จของบุคคลในด้านต่างๆ ดังนี้
    1. การศึกษา การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการศึกษาของบุคคลทุกระดับ ทั้งการศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
    2. การดำรงชีวิตประจำวัน การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน เพราะผู้รู้สารสนเทศจะเป็นผู้ที่สามารถวิเคราะห์ประเมินและใช้สารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองเมื่อต้องการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    3. การประกอบอาชีพ การรู้สารสนเทศมีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะบุคคลนั้นสามารถแสวงหาสารสนเทศที่มีความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพของตนเองได้
   4. สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะสังคมในยุคสารสนเทศ (Information Age) บุคคลจำเป็นต้องรู้สารสนเทศเพื่อปรับตนเองให้เข้ากับสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
   จากวรรณคดีและงานวิจัยต่างๆ สามารถจำแนกทักษะการเรียนรู้ในทศวรรษที่ 21 ได้เป็น 4 ลักษณะคือ
      1.ทักษะสารสนเทศและการสื่อสาร
      2.ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา
      3.ทักษะปฏิสัมพันธ์และการชี้นำตนเอง
      4.การรับผิดชอบต่อสังคม

3. องค์ประกอบของการรู้สารสนเทศมีความสามารถดังต่อไปนี้
     1.ความสามารถในการเข้าถึงสารสนเทศ ประด้วยความสามารถด้านกายภาพ และสติปัญญาในการเข้าถึงสารสนเทศด้วยการใช้ความรู้และกลยุทธ์เพื่อคัดสรร แก้ไข วิเคราะห์ สร้างสรรค์และสื่อสาร เช่นซีดีรอม อินเทอร์เน็ต เป็นต้น
     2.ความสามารถในการประเมินสารสนเทศ ประกอบด้วยความสามารถในการสังเคราะห์หรือตีความ โดยอาสัยข้อเท็จจริงและความเที่ยงตรง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการประเมินสารสนเทศ
     3.ความสามารถในการใช่สารสนเทศ ประกอบด้วยความเข้าใจประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม รวมถึงมารยาทการใช้สารสนเทศ

4. คุณลักษณะและความสามารถในการรู้สารสนเทศ
     1.ตระหนักถึงความจำเป็นของสารสนเทศ
     2.สามารถกำหนดขอบเขตของสารสนเทศที่จำเป็น
     3.เข้าถึงสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     4.ประเมินสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศได้
     5.นำสารสนเทศที่คัดสรรแล้วสู่พื้นความรู้เดิมได้
     6.มีประสิทธิภาพในการใช้สารสนเทศได้ตรงตามวัตถุประสงค์
     7.เข้าใจประเเด็นทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมและกฎหมายในการใช้สารสนเทศ
     8.เข้าถึงและใช้สารสนเทศได้อย่างมีจริยธรรมและกฎหมาย
     9.แบ่งประเภทจัดเก็บและสร้างความเหมาะสมให้กับสารสนเทศที่รวบรวมไว้
   10.ตระหนักว่าการรู้สารสนเทศช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต



5. มาตรฐานของผู้รู้สารสนเทศ
    มาตราฐานที่ 1 ผู้เรียนเข้าถึงสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
    มาตราฐานที่ 2 ผู้เรียนประเมินสารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณ
    มาตราฐานที่ 3 ผู้เรียนให้สารสนเทศอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์
    มาตราฐานที่ 4 ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ ต้องรู้สารสนเทศ
    มาตราฐานที่ 5 ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Evaluation)
    มาตราฐานที่ 6 ผู้เรียนที่มีอิสระในการเรียนรู้ ต้องรู้สารสนเทศ
    มาตราฐานที่ 7 ผู้เรียนสร้างประโยชน์ต่อชุมชนแห่งการเรียนรู้และสังคมตระหนักถึงความสำคัญของสารสนเทศที่มีต่อสังคมประชาธิปไตย
    มาตราฐานที่ 8 ผู้เรียนสร้างประโยชน์ต่อชุมชนแหล่งการเรียนรู้และสังคมฝึกให้มีพฤติกรรมที่มีจริยธรรม

6. แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้สารสนเทศ  มีการนำไปประยุกต์เพื่อการเรียนการสอนทักษะสารสนเทศในสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยมี 6 ขั้นตอน ได้แก่
   ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดภาระงาน (Task Definition) เป็นการระบุปัญหา หรือกำหนดขอบเขต
   ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดกลยุทธ์แสวงหาสารสนเทศ (Information Seeking Strategies) เป็นการกำหนดว่าแหล่งสารสนเทศใดมีสารสนเทศที่ต้องการ
   ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดแหล่งสารสนเทศและเข้าถึงสารสนเทศ (location and Access) เป็นการระบุแหล่งที่อยู่ของสารสนเทศ
   ขั้นตอนที่ 4 การใช้สารสนเทศ (Use of Information) เป็นการอ่าน พิจารณาสารสนเทศที่ต้องการและคัดเลือกข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องออกมาใช้
   ขั้นตอนที่ 5 การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Evaluation) เป็นการวิเคราะห์สารสนเทศ
   ขั้นตอนที่ 6 ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นการวิเคราะห์สารสนเทศ และนำเสนอสารสนเทศ
    สำหรับประเทศงานวิจัยการพัฒนารูปแบบการรู้สารสนเทศสำหรับไทยมีพื้นฐานจาก The Big 6 Skills Model มี 4 ขั้นตอน ได้แก่
    1.กำหนดภารกิจต้องการรู้อะไร
    2.ตรงจุดเข้าถึงแหล่งคือการหาคำตอบว่าอยู่ที่ไหน
    3.ประเมินสารสนเทศ
    4.บูรณาการวิถีการใช้งาน



7. ประโยชน์ของการรู้สารสนเทศ
     รู้ถึงความจำเป็นของสารสนเทศ การเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ การพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การวิเคราะห์การประเมินสารสนเทศ การจัดระบบประมวลสารสนเทศ การประยุกต์ใช้สารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ และสร้างสรรค์ การสรุปอ้างอิงและสื่อสารข่าวสารอย่างมีประสิทธิภาพ ความเข้าใจและยอมรับในจริยธรรมของข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาเจตคติที่นำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อนำไปใช้สู่การรู้สารสนเทศอย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

บทที่ 2 บทบาทสารสนเทศกับสังคม


           ในปลายศตวรรษที่20โลกเราเข้าสู่การปฏิวัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการนำทรัพยากรมาใช้อย่างกว้างขวางจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการดำเนินเป็นยุคเริ่มต้นในข้อมูลข่าวสารทุกองค์กรนำกลไกการบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพการนำเสนอข้อมูลได้หลายรูปแบบเพื่อนควบคุมการปฏิบัติงานมีการสื่อสารและใช้คอมพิวเตอร์ในการตัดสินใจ
             ช่วงต้นศตวรรษ21แนวโน้นองค์กรต่างๆได้เริ่มมีการปรับฐานการลงทุนทางภาคธุรกิจและด้านอุตสาหกรรมและได้ปรับกระบวนการของภาครัฐบนฐานบนความรู้เทคโนโลยีและการสื่อสารทั้งหมดทั่วโลกได้มองเห็นความสำคัญการสร้างฐานความรู้ในสังคมท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และได้ส่งเสริมนวัตกรรมเป็นของตนเองเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกเตรียมพร้อมก้าวกระโดดในกระบวนการพัฒนา
             ปฏิวัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมทางด้านความเป็นอยู่ด้านสื่อสาร การทำงาน การคมนาคมขนส่ง ธุรกิจ การแพทย์ วัฒนธรรม การศึกษา
             ในปัจจุบันวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นทำให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นแต่มีขนาดเล็กลงหรือเรียกว่า นาโนเทคโนโลยีทำการสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างฉับพลันผ่านทางด่วนสารสนเทศ เช่นเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทีไร้พรมแดนทีทุกคนทั่วโลกใช้กันโดยอาจจะได้ว่าเป็นสังคมอิเล็กทรอนิกส์
2.เทคโนโลยีสารสนเทศกับการใช้ชีวิตปัจจุบัน
              ในภาวะปัจจุบันสารสนเทศได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานทีห้าที่เพิ่มมาจากปัจจัย4ประการทีคนเราขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิตประจำวันไม่ว่าจะประกอบธุรกิจ การค้าการผลิตสินค้าหรือทุกอย่างต้องใช้สารสนเทศทั้งนั้นดังนั้นในยุคสังคมสารสนเทศแห่งศตวรรษ21สารสนเทศจะกลายเป็นทรัพยากรทีสำคัญทีสุดเหนือสิ่งใดสารสนเทศกำลังจะกลายเป็นฐานแห่งอำนาจอันแท้จริงในอนาคต
              ซึ่งกระบวนการผลิต การเก็บ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศัยการใช้วัสดุและพลังงานน้อยมาก และมีผลเสียต่อภาวะแวดล้อมหรือมีเพียงเล็กน้อย และไม่มีผลเสียต่อภาวะแวดล้อมหรือมีเพียงเล็กน้อยมาก ยิ่งกว่านั้นสารสนเทศจะสามารถช่วยกิจกรรมการผลิตและบริการต่างๆเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นสามารถช่วยให้การผลิตทางอุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะน้อยลง แต่สินค้ามีคุณภาพดีขึ้นคงทนมากขึ้น ปัญหาวิกฤติทางจราจรในบางด้านก้อสามารถผ่อนปรนได้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่นในการช่วยติดต่อสื่อสารทางธุรกิจต่างๆโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยตนเองดังเช่นแต่ก่อน จึงอาจจะกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีส่วนอย่างมาก ในการนำสังคม สู่วิวัฒนาการอีกระดับหนึ่ง ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น สังคมสารสนเทศ อันเป็นสังคมทีพึงปรารถนาละยั่งยืนยิ่งขึ้น
              นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าสังคมต่างๆในโลก ต่างจะต้องก้าวสู้สังคมสารสนเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เร็วก็ช้า และนั่นหมายความว่าสังคมจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม ไม่แค่เพียงสร้างขีดความสามารถในการเชิงแข่งขันในสนามการค้าระหว่างประเทศ แต่เพียงการอยู่รอดของมนุษย์ชาติ และเพื่อธรรมชาติที่ดีขึ้นอีกต่างหากด้วย
               หรือกล่าวสั้นๆเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดหา วิเคราะห์ ประมวลจัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรือแลกเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของรูปแบบของรูปเสียง ตัวอักษร หรือภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงการนำเสนอสารสนเทศและข้อมูลไปปฏิบัติตามเนื้อหาสารสนเทศนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการใช้ การจัดหา วิเคราะห์ ประมวล และจัดการกับข่าวสารข้อมูลจำนวนมหาศาล จึงขาดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ไม่ได้เลย ส่วนการแสวงหาและแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร อย่างรวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และและมีประสิทธิภาพก็จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีโทรคมนาคมและท้ายสุดสารสนเทศที่มี จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะต้องการและอย่างประหยัดที่สุด ก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีข้างต้นในการจัดการและการสื่อหรือขนย้ายจากแหล่งข้อมูลสารสนเทศ สู่ผู้บริโภคในทีสุด
               ฉะนั้น เทคโนโลยีจึงครอบคลุมถึงหลายๆเทคโนโลยีหลัก อันได้แก่คอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ และฐานข้อมูล โทรคมนาคมซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีระบบสื่อสารมวลชน ทั้งระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถึงเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆอาทิ เทคโนโลยี โทรทัศน์ความคมชัดสูง ดาวเทียมคมนาคม เส้นใยแก้วนำแสง สารกกึ่งนำตัว ปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัตโนมัติสำนักงาน อุปกรณ์อัตโนมัติในบ้าน อุปกรณ์อัตโนมัติในโรงงานเหล่านี้เป็นต้น
              นอกจากการเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ทำลายธรรมชาติหรือสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมแล้วคุณสมบัติโดดเด่นอื่นๆที่ทำให้มันกลายเป็นเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์สำคัญแห่งยุคปัจจุบันและในอนาคตก็คือ ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถในเกือบทุกๆกจิกรรม อาทิโดย
1.การลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย
2.การเพิ่มคุณภาพของงาน
3.การสร้างกระบวนการหรือกรรมวิธีใหม่ๆ
4.การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆขึ้น
              โอกาสและขอบเขตการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จึงมีหลากหลายในเกือบทุกกิจกรรมทั้งการการปกครอง การบริการสังคม การผลิตทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการรวมไปถึงการค้าภายในและระหว่างประเทศอีกด้วย
               ผลประโยชน์ต่างๆจากการประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยีดังกล่าว ล้วนเกิดจากคุณสมบัติเศษหลายๆประการของเทคโนโลยีกลุ่มนี้ อันสืบเนื่องจากการพัฒนาของ เทคโนโลยีที่มีอัตราสูงและอย่างต่อเนื่องตลาดหลายทศวรรษที่ผ่านมาวิวัฒนาการเทคโนโลยีนี้ส่งผลให้
1.ราคาของฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ รวมทั้งค่าบริการ สำหรับการเก็บ การประมวลผล และการแลกเปลี่ยนเผยแพร่สารสนเทศมีการลดลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
2.ทำให้สามารถนำพาอุปกรณ์ต่างๆทั้งคอมพิวเตอร์และ โทรคมนาคมติดตามตัวได้เนื่องจากได้มีพัฒนาการย่อส่วนของชิ้นส่วนและพัฒนาการการสื่อสารระบบไร้สาย
3.ประการท้าย  ที่จัดว่าสำคัญที่สุดก็ว่าได้คือ ทำให้เทคโนโลยีต่างๆเช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารมุ่งเข้าสู่จุดที่ใกล้เคียงกันประเทศอุตสาหกรรมรมในโลกได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยียุทธศาสตร์กลุ่มนี้ จึงให้ความสำคัญของเทคโนโลยีนี้มากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆที่จัดเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์สำคัญอีกหลายกลุ่ม ดังเช่นกลุ่มประเทศได้ศึกษาเปรียบเทียบ ศักยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค5กลุ่มสำคัญในปัจจุบัน คือเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุใหม่ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศในประเด็นผลกระทบสำคัญ5ประเด็นได้แก่
1.การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ
2.การปรับปรุงกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และบริการ
3.การยอมรับจากสังคม
4.การนำไปใช้ประยุกต์ในภาค/สาขาอื่น
5.การสร้างงานในทศวรรษปี1990ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการยอมรับการยอมรับในศักยภาพสูงสุดในทุกๆประเด็น



3.เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาสังคม
               แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในด้านการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการจัดให้บริการสังคมพื้นฐานในกรบริหารประเทศและในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
               เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะเลือกใช้มันอย่างไร ในโลกปัจจุบันแรงผลักดันทางเศรษฐกิจมักจะมีบทบาทสูง ในการกำหนดทิศทางของเทศโนโลยีเป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีและการสื่อสารในอดีตและปัจจุบันได้เปลี่ยนโฉมไปอย่างมากในอนาคตรกจิบันเทิงจะเป็นอีกประเภทหนึ่งที่จะทำเงินให้แก่ผู้ประกอบการทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอิทธิพลสูงกับแนวคิดความอ่านของผู้คนในสังคม เพราะเป็นวิถีทางหนึ่งที่ผู้ร่วมบันเทิงและยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นและถ่ายทอดความคิดระหว่างบุคคลนั้น
4.สารสนเทศกับบุคคล
                 การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดความต้องการและการใช้สารสนเทศของบุคคลเพิ่มมากขึ้น สารสนเทศมีการใช้สารสนเทศเพื่อให้เกิดความรู้และความรู้และความเข้าใจในเรื่องที่ตนเกี่ยวข้อง และนำความรู้ความเข้าใจมาตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็วทันเวลา



5.สารสนเทศกับสังคม
5.1 ด้านการศึกษา การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันมุ้งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางส่งผลให้สารสนเทศมีความสำคัญต่อการเรียนการสอนทุกระดับการศึกษาเพิ่มให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อศึกษาค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ๆๆ
5.2ด้านสังคม สารสนเทศช่วยพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ช่วยพัฒนาบุคคลให้อยู่กับส่วนร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและสารสนเทศช่วยให้ตัดสินใจเร็วขึ้นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตการประกอบอาชีพแก้ไขปัญหาชีวิตได้สารสนเทศช่วยขยายโลกได้รับรู้กว้างขวางมากขึ้นช่วยลดการขัดแย้งทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้
5.3ด้านเศรษฐกิจ สารสนเทศสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรียกว่า เศรษฐกิจบนฐานความรู้สารสนเทศด้านธุรกิจการค้าจึงถือว่าเป็นทุนการผลิตที่สำคัญในการแข่งขันเพราะสารสนเทศช่วยให้ประหยัดเวลาในการผลิตลดขั้นตอนลองผิดลองลองถูกพัฒนาภัณฑ์ใหม่ๆได้ตามความต้องการตลาด
5.4ด้านวัฒนธรรม  สารสนเทศเป็นรากฐานที่จำเป็นสำหรับความก้าวหน้าขององค์กรของอารยธรรมสารสนเทศช่วยสืบทอด ค่านิยมทัศนคติ ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อันดีงามของชาติ



6.บทบาทเทคโนโลยีกับการศึกษา
               ขณะนี้เกือบทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนาคุณภาพประชาชนโดยเน้นที่การศึกษาเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดนโยบายว่าในปี2000ทุกโรงเรียนจะต้องมีคอมพิวเตอร์อย่างน้อยหนึ่งเครื่องต่อนักเรียนห้าและทุกห้องเรียนต้องมีคอมพิวเตอร์ที่ต่ออินเตอร์เน็ตอย่างน้อยเครื่องหนึ่งต่อนักเรียนห้าคนคอมพิวเตอร์ต้องต่ออินเตอร์เน็ตโดยเน้นเรื่องการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เป็นระบบกลางที่มีราคาถูกเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนแหล่งการเรียนรู้ให้ศึกษาค้นคว้า มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งทอดความรู้ มีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้เข้าถึงความรู้ และรู้จักวิธีแสวงหาความรู้ เขาก็จะเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต  ความคิดนี้ได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งสู่ความคิดที่ว่า ถ้าช่วยกันทำให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมสนับสนุน สังคมก็จะเป็น สังคมแห่งการเรียนรู้เพราะทุกฝ่ายเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับไปพร้อมกัน ความรู้แห่งการเรียนรู้เริ่มเป็นที่กล่าวถึงและยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศอย่างยิ่ง
                สำหรับประเทศไทยได้ระบุในแผนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10(พ.ศ.2550-2554)เป็นแผนที่ต่อเนื่องมาจากแผน ฉบับที่9เน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนามีหลักการสำคัญคือ เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นเป้าหมายเชิงคุณภาพ และบริบทการเปลี่ยนแปลงการขยายโอกาสชุมชน/บุคคลสู่ความรู้และบริการพื้นฐานของรัฐ เป็นแผนภาคีร่วมพัฒนาเน้นเป้าหมายสู่สังคมที่มีความสูขอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงแผนชุมชนสู่แผนชาติ
              ในปัจจุบันประเทศต่างๆร่วมทั้งประเทศได้นำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคุณลักษณะที่เอื้อต่อการศึกษา ทำให้เทคโนโลยีสารสนเทสมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนคนไทยหลายมิติ


             เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษาซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตอบนโยบายการศึกษาที่เป็น การศึกษาเพื่อประชาชนทุกคน อันเป็นการสร้างความเท่าเทียบทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเท่าเทียมทางการศึกษา เช่น การติดตั้งจานดาวเทียมในโรงเรียนในชนบทห่างไกลเพื่อให้นักเรียนได้รับโอกาสในการศึกษาที่เท่าเทียมกับนักเรียนกับในพื้นที่อื่นๆ
             เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา คือกล่าวถึงในปัจจุบันเป็นผลสืบเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การผลิตสื่อการศึกษาในรูปแบบซีดีคอมช่วยให้นักเรียนที่เรียนรู้ช้าได้มีโอกาสเรียนรู้ตามศักยภาพของแต่ละคนสื่อในปัจจุบันมีหลากหลายโดยการนำเสนอด้วยเสียง ข้อความ ภาพ และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเอื้อต่อการเรียนรู้และกระตุ้นความสนใจการศึกษาของผู้เรียนทุกวัย
            เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนต่อการอบรม การประชุมการติดต่อสื่อสาร เช่น การอบรมทางไกล การประชุมทางกล การประชุมผ่านอินเตอร์เน็ตซึ่งทำให้การฝึกอบรมประหยัดเวลาและงบประมาณ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ บุคลากรและเวลา
             ดังนั้นสารสนเทศเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีบทบาทต่อการใช้ชีวิตในสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอยู่ตลาดเวลาทั้งในระดับสังคม และระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการนำมาใช้ในรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศจึงทำให้มีผลต่อการดำรงชีวิต วิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคม ทั้งด้านความเป็นอยู่ การศึกษา ธุรกิจอุตสาหกรรม และการพัฒนา